อั้งเซียวมิได้สงสัย เมื่อได้ฟังก็หัวเราะเบา “จะคว้าได้อย่างไร? วันนี้แดนสุขาวดีต้องวุ่นวายเป็นแน่ ตำแหน่งมรรคผลวิถีกระบี่นั่นก็เหมือนจันทร์ในน้ำเท่านั้น”
ชั่วขณะนั้น ความคิดของลวี่หยางหมุนว่องไว ก่อนกล่าวเสียงขรึม
“แดนสุขาวดีวางแผนมานาน บัดนี้เจินเหรินปราบมารได้ถูกล่อเข้ากับดักแล้ว ตำแหน่งมรรคผลวิถีกระบี่ในสายตาข้าย่อมต้องได้มา ไยจะเป็นเพียงจันทร์ในน้ำ?”
พูดจบ เขายังแสร้งเผยแววไม่พอใจออกมาพอเหมาะ
ท่าทีเช่นนี้ ยิ่งทำให้อั้งเซียวปักใจเชื่อว่า “หงยวิ๋น” เพียงไม่อยากยอมรับความเห็นของเขา จึงย้อนถาม
พร้อมกันนั้นอั้งเซียวก็คิดในใจ
‘ศิษย์พุทธะแห่งแดนสุขาวดีผู้นั้นชัดเจนว่ามิได้มีใจบริสุทธิ์ ร่วมมือด้วยย่อมไร้หนทางสู่อนาคต กลับกัน หงยวิ๋นผู้นี้กลับเกินกว่าที่ข้าคาดคิด ทั้งยังโดดเดี่ยวไร้ผู้หนุน จับถือได้ง่าย บัดนี้ก็ปราศจากความขัดแย้งในเส้นทาง หากดึงมาร่วม ย่อมมีคุณไม่น้อย’
คิดได้ดังนี้อั้งเซียวก็เผยรอยยิ้มทันที“หากเป็นพระผู้เป็นเจ้าลงมากำกับด้วยองค์เอง ครานี้ย่อมไร้สิ่งผิดพลาด ทว่าศิษย์พุทธะก็หาใช่พระผู้เป็นเจ้า แดนสุขาวดีก็ยังตื้นเขินไป”
ลวี่หยางได้ฟังก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “…ตื้นเขิน?”
“ถูกต้อง”
เพียงเห็นอั้งเซียวส่ายศีรษะ แล้วเอ่ยถ้อยคำที่ทำให้ลวี่หยางยังรู้สึกประหลาดใจ “แดนสุขาวดีนั้น ช่างดูแคลนเจินเหรินปราบมารผู้นั้นเกินไป”
ดูแคลนเจินเหรินปราบมาร?
หมายความว่าอย่างไร?
ร่างจำแลงแห่งวิถี