้นเพิ่มพูนยิ่งนัก
ไม่ว่าจะอย่างไร… ผู้นี้คือศัตรูอันร้ายกาจ!
“พวกเจ้า… เป็นผู้ใดกันแน่?”
ท้ายที่สุด เด็กหนุ่มถือกระบี่ก็กล่าวเสียงแผ่วขึ้นอย่างช้าๆ“ภายนอกเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่? เหตุใดจึงบังอาจบุกเข้าถึงสถานที่สำคัญของสกุลเย่ของข้า… เย่กวงจี้อยู่ที่ใด?”
“ยังคิดหวังพึ่งเจินเหรินปราบมารกระนั้นหรือ?”ลวี่หยางหัวเราะเย็น กล่าวเสียงเหยียดหยัน แม้เรื่องนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับเขาโดยตรง และเขาเองก็ไม่เห็นด้วยนักกับความยึดมั่นของเจินเหรินปราบมารทว่า… สิ่งนี้ก็มิได้ขัดขวางความดูแคลนที่เขามีต่อเหล่าคนจากนิกายกระบี่เลยแม้แต่น้อย
“สหาย… อย่าได้เพ้อฝันไปเลย วันนี้… ไม่ว่าใครหน้าไหนมา ก็ไม่มีทางช่วยเจ้าได้!”
กล่าวจบ ลวี่หยางยังไม่ลืมลากนิกายศักดิ์สิทธิ์ลงมาเกี่ยวข้องด้วย
“ครานี้ที่นิกายศักดิ์สิทธิ์ข้าบุกเข้านิกายกระบี่ ก็เพื่อขจัดมารพิทักษ์ธรรม ฟื้นฟูความเที่ยงธรรมคืนสู่ใต้หล้า! หลังจากวันนี้ไป… ดินแดนเจียงหนานจะไม่มีนิกายกระบี่อีกต่อไป!”
ถ้อยคำนี้เอ่ยออกมา บรรยากาศพลันแปรเปลี่ยน กลายเป็นเคร่งขรึมเยียบเย็นดุจสนามรบ
“เด็กน้อยเขลานัก… คิดอยากหาที่ตาย!”
แววตาของเด็กหนุ่มถือกระบี่ฉายแววเย็นเยียบ แต่กลับไม่เห็นเคลื่อนไหวสิ่งใดเพียงชั่วขณะนั้นเอง… แสงแวววาวสีขาวพลันแล่นวาบผ่านในดวงตาของลวี่หยาง พร้อมกับสายลมเหน็บหนาวที่โหมซัดมาอย่างฉับพลัน
“เคร้งง!”
เสียงกระบี่ดังกังวานใส ดังขึ้นในห้วงสำนึกลวี่หยางราวก