นาน ท่ามกลางชั้นของเปลวอสนีและเพลิงพิภพลี้ลับ จึงค่อยปรากฏบุรุษในชุดเขียวผู้หนึ่งก้าวออกมา ใบหน้าคมสันอันหนักแน่นเคร่งขรึม แววตาลึกเย็นดุจฟ้าครึ้ม
ทั่วร่างหาได้มีเครื่องแต่งอาภรณ์หรูหราแม้แต่น้อย แม้แต่ของวิเศษก็ไม่มีติดตัว หากมิใช้จิตเทวะสอดส่อง ก็มิอาจเห็นได้เลยว่า ทั่วร่างของเขานั้นแผ่ซ่านไปด้วย เจตจำนงแห่งกระบี่ ที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า แลประหนึ่งประสานก้องกับห้วงทะลวงปฐพีโดยลาง จนเมื่อทอดตามองผ่าน เหมือนบุรุษผู้นั้นหาใช่คน แต่เป็นหนึ่งกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งหล่อหลอมจากเปลวเพลิงสีโลหิต!
“อะมิถะพุทธะ”
ขณะนั้นเอง พลันมีเสียงสวดพุทธมนต์ดังแว่วขึ้นจากเพลิงพิภพลี้ลับอันมืดดำ เพียงเห็นแสงพุทธะกลุ่มหนึ่งแผ่ไล่ไอมารอสูรทั้งหลายออกไป ก่อนปรากฏร่างหนึ่งก้าวออกมาในรูปของภิกษุผู้อ่อนวัย
…ศิษย์พุทธะกว่างหมิง!
กระนั้นสิ่งที่ปรากฏก็หาใช่ร่างแท้ของเขาไม่ กระทั่งยังมิอาจเทียบกับร่างจำแลงที่อยู่นอกฝั่งทะเล ตรงหน้านี้เป็นเพียงเงาภาพแห่งจิตที่รวมรูปขึ้นด้วยเจตจำนง ขณะนี้ยืนอยู่ต่อหน้าเชว่เซียเจินเหริน พลางยิ้มกล่าวด้วยความเคารพว่า
“ขอแสดงความยินดีแด่อุบาสกเชว่เซีย เจตจำนงแห่งกระบี่ของท่านก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว”
“…ยังไม่พอ”
ต่อคำชมของศิษย์พุทธะกว่างหมิง เชว่เซียเจินเหรินกลับส่ายหน้าเบาๆ เอ่ยช้าๆ ว่า “เจตจำนงแห่งกระบี่ของข้าไม่อาจสมบูรณ์ได้เสียที…เขาทำได้อย่างไรกัน?”
ศิษย์พุทธะกว่างหมิงย่อมกระจ่