“ข้าเคยพูดว่าอะไรหรือ” เจียงหลีมึนงงเล็กน้อย
นางจำไม่ได้จริงๆ ว่าตนเองพูดอะไรกับเว่ยจี๋ไปบ้าง หรือเพราะนางพูดกับเว่ยจี๋หลายเรื่อง จึงไม่รู้ว่าเขาหมายถึงคำพูดไหน
ปฏิกิริยาของเจียงหลี ทำให้สีหน้าของเว่ยจี๋มืดครึ้ม
ผิวพรรณสีขาวถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกครึ้ม “เจียงหลี!” เขากัดฟัน เต็มไปด้วยความดุร้าย
เจียงหลีรีบเดินออกไปสองก้าวและหัวเราะเบาๆ “ช่วงนี้ข้าความจำไม่ค่อยดี ทำไมเจ้าไม่เตือนข้าล่ะ”
มุมปากของเว่ยจี๋กระตุกหงึกๆ
คนที่ไม่เคยลืมบอกว่าความจำไม่ดีเนี่ยนะ หน่วยความจำถูกสุนัขกินไปแล้วหรือกระไร
“ข้าพูดอะไรไปบ้างเล่า” เจียงหลีขยับเข้าใกล้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“…” เว่ยจี๋จุกอก พูดไม่ออก
เรื่องแบบนั้น เขาจะพูดอย่างไรดี
แต่ถ้าไม่พูดออกมา มันก็จะคาใจเขาอยู่เยี่ยงนี้ ทรมานราวกับมีก้อนหินหนักๆ มาทับหน้าอกเอาไว้
เมื่อก้าวเข้าไปในตำหนักของเจียงหลี เว่ยจี๋โบกมือพัดปิดประตูใหญ่ เพื่อตัดขาดจากโลกภายนอก เจียงหลีหันกลับมามองเขา กะพริบตาปริบๆ และยังคงมีสีหน้าใสซื่อ
ดวงตาเรียวยาวดุจหงส์มองนางด้วยแววตาดำดิ่ง เขาขบกรามพูด “เจ้าพูดว่า…ข้ามีใจให้กับศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้า”
เอ่อะ…
เจียงหลีมองเขาเบิกตาอ้าปากค้าง และชะงั