นักเดียวกันที่อยู่ข้างๆ พูดไม่กี่ประโยค ก็เดินลงจากตำแหน่งผู้ตัดสิน แขนเสื้อสะบัดพลิ้ว ท่าทางสง่าผ่าเผยและมุ่งตรง งมาที่เจียงหลีกับพวกพ้อง
“บังเอิญเสียจริง” ไหวปี้เอ่ยกับเจียงหลี
ดวงตาที่เหมือนหยดน้ำทั้งสองข้างนั้นช่างคลุมเครือ จึงอธิบายอารมณ์ความรู้สึกได้ไม่ชัดเจนนัก
“อืม บังเอิญเหลือเกิน” เจียงหลีตอบกลับ
ไหวปี้เบนสายตา เหลือบมองธงที่พลิ้วไสวอยู่ครึ่งท้องฟ้า แล้วหัวเราะ คิกๆ “ที่แท้ เจ้าก็คือประมุขตัวจริงของจยาเซียนหรือเนี่ย ข้าควรจะเดาออกตั้งนานแล้ว”
“บัดนี้วังเวิ่นฉิงกับสำนักหลีหุนจงขัดแย้งกันอยู่ พวกเจ้ายังมีกะจิตกะใจมาเป็นผู้ตัดสินอยู่หรือ” เจียงหลีเอ่ยอย่างครุ่นคิด
ไหวปี้กลับยิ้มอย่างอ่อนโยน “แล้วจะเป็นอะไร สำนักหลีหุนจงก็ถูกเชิญมาเช่นกัน”
เจียงหลีขมวดคิ้ว
ศิษย์จยาเซียนที่เดินตามมา แอบดูอยู่ด้านหลัง พบว่าประมุขเซียนของพวกเขาสนิทสนมกับผู้ตัดสินถึงเพียงนี้ ในใจก็ลอบยินดี งานเลี้ยงเหล่าเซียนครั้งนี้ จยาเซียนจะต้องทำให้ทุกคนตกต ตะลึงเป็นแน่
“เทพธิดาศักดิ์สิทธิ์ไหวปี้ พวกข้ายืนอยู่ตรงหน้าเจ้าตั้งคน เหตุใดสายตาเจ้าจึงมองแต่เจียงหลีเล่า” กงเสวี่ยฮวาที่ไม่ยอมถูกเมินเฉย ก็ทักท้วงให้สนใจเขา
เจอคำถาม