นี่ต้องเป็นเจินจวินของนิกายศักดิ์สิทธิ์แน่…ไม่สิ ต่อให้ในหมู่เจินจวินของนิกายศักดิ์สิทธิ์เอง ผู้นี้ก็คงอยู่ในประเภทที่สภาพจิตไม่ปกติอย่างแท้จริง!’
‘ตั้งแต่เมื่อใดกันที่นายท่านหงยวิ๋นโอ้อวดถึงเพียงนี้…’
‘คนบ้า!’
ทั่วหล้า มีผู้ใดบ้างที่ไม่คับข้องใจกับการที่พระผู้เป็นเจ้าเสด็จลงมาเล่นสนุกเองอย่างไร้ยางอาย? ทว่า…จนบัดนี้ ยังไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยวาจาตรงๆ ออกมา
อย่าว่าแต่จะด่าต่อหน้า ศิษย์พุทธะกว่างหมิง เลย แม้แต่ลับหลัง ก็ยังไม่มีใครกล้าใช้คำว่า “ไร้ยางอาย” กับพระผู้เป็นเจ้า มีแต่พากันพูดอ้อมค้อมแต่งถ้อยสวยหรู
ใครเล่าจะไม่รู้ว่า พระผู้เป็นเจ้าคับแคบเพียงใด หากด่าว่าถึงหู โดนหมายหัวขึ้นมาล่ะก็…ชีวิตคงถึงกาลสิ้น!
แต่บัดนี้…ลวี่หยางด่ากลางเวที
แถมเปิดปากมาก็ อ้างศักดิ์สูงกว่า ถ้อยคำ “ไม่กลัวตาย” ยังดูเบาไปด้วยซ้ำ แม้แต่เจินจวินก็มิกล้าเอ่ยวาจาเช่นนี้กับศิษย์พุทธะกว่างหมิง!
บังอาจนัก!
โอหังนัก!
ผู้นี้…หาได้กลัวตายแม้แต่น้อยหรือ?
ขณะนั้นเอง รอยยิ้มบนใบหน้าศิษย์พุทธะกว่างหมิงก็เริ่มเลือนหายไปทีละน้อย ธรรมลักษณ์เบื้องหลังเขายิ่งลดสายตาลง จับจ้องลวี่หยางแน่วแน่
“ต่อให้ข้าจะกล้าเรียก อุบาสกจะกล้ารับรึ?”
สิ้นคำ ลวี่หยางก็รู้สึกราวมีภูผาไร้รูปถล่มกระหน่ำลงกลางหลัง คล้ายจะกดเขาให้โค้งคำนับลงไปโดยไม่อาจฝืน
ทว่าเขากลับยิ้มเย็น…
“เหตุใดจะไม่กล้า?”
ขณะเอ่ยวาจา ลวี่หยางไม่เพียงไม่ก้มตัว…กลับยืดอกตั้งตรง รา