นกำเนิดแห่งสุญญะก็ยังคงเพิ่มขึ้นทุกวัน ค่าใช้จ่ายในแต่ละวันก็มากขึ้นทุกที”
“ช่วงไม่กี่เดือนมานี้ รายได้ภายในลัทธิเริ่มไม่พอรายจ่าย จึงต้องส่งศิษย์ออกมายังถิ่นกันดารแห่งนี้ เพื่อเปิดแหล่งศรัทธาใหม่ คัดรับสาวกที่ดี ใช้งานได้ ขยันขันแข็งเพิ่มขึ้น เพราะยิ่งสาวกชั้นล่างมีมาก… ถิ่นกำเนิดแห่งสุญญะเบื้องบนก็ยิ่งมีชีวิตอยู่ได้ดีขึ้น”
“พวกเจ้านี่นะ…”
ลวี่หยางได้ฟังถึงตรงนี้ก็ส่ายศีรษะ มองเทพทั้งสามด้วยแววตาเสียดายราวกับ ‘เสียดายเหล็กที่ตีไม่เป็น’ แล้วเอ่ยขึ้นว่า
“ลัทธิบัวขาวก็แค่นี้รึ? แนวทางยังถือว่าธรรมะเกินไปนัก!”
“…หา?”
เทพราชันย์ทั้งสามถึงกับชะงักงัน คำพูดของลวี่หยางทำให้เขาก็อึ้งไปทันที ในชีวิตนี้เคยได้ยินคนด่าพวกตนว่าเป็นลัทธิมารมานับไม่ถ้วน ทว่า นี่เป็นครั้งแรก ที่มีผู้กล่าวว่าลัทธิบัวขาวของพวกเขา… เที่ยงธรรมเกินไป
จากนั้นก็เห็นลวี่หยางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เอาเข้าจริง…เหตุใดพวกเจ้าจึงต้องเลี้ยงพวกนั้นด้วยทรัพย์สิน?”
“หากไม่เลี้ยง…จะให้ทำอย่างไร?”
เทพราชันย์บัวทองเอ่ยด้วยความสงสัย “สาวกก็คือมนุษย์ มนุษย์ต้องกิน ต้องการเสพสุข มีความปรารถนานานา สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยทรัพย์จึงจะเติมเต็มได้”
“สาวก…นับเป็นมนุษย์ด้วยหรือ?”
“พวกเจ้าไม่รู้จักใช้มายาภาพบ้างหรือไร? ทำให้ขนมปั้นแข็งกลายเป็นอาหารเลิศรส ทำให้เสื้อผ้าขาดวิ่นกลายเป็นแพรพรรณงามวิจิตร แล้วสะกดสัมผัสของเขา ให้รู้สึกว่าสิ่งเ