้มีพระคุณหรือศัตรู เช่นนั้นก็ไปเสียเถิด ตัดขาดทุกอย่างกับเขาตอนนี้ เจ้าไปใช้ชีวิตของเจ้า ไม่ต้องมาพัวพันยุ่งเกี่ยวกัน ข้าคิดว่าพ่อแม่ของเจ้าก็หวังให้เจ้ามีชีวิตที่ดี ไม่ใช่ทำร้ายตัวเอง เพราะบุญคุณและความแค้นที่ไม่แน่ชัด”
“…” เหวินเหรินชิ่งชิ่งแววตางุนงง “ไปอย่างนั้นหรือ แล้วข้าจะไปที่ใดได้บ้าง”
“ราชวงศ์จยาเซียน” เจียงหลีให้คำตอบที่แน่นอน
เหวินเหรินชิ่งชิ่งมองนางด้วยความตะลึง หยุดพูดไปชั่วขณะ
ตกค่ำ สรรพสิ่งเงียบเป็นเป่าสาก
คนๆ หนึ่งออกจากตำหนักของเหวินเหรินชิ่งชิ่งไปอย่างเงียบๆ มุ่งหน้าไปยังสถานที่ใดที่หนึ่งของพระราชวัง
“ว่าแล้วว่าคืนนี้เจ้าต้องมา”
เจียงหลีเพิ่งจะถึงพื้น ก็ได้ยินเสียงที่อ่อนโยนดังขึ้นมา
นางหันไปมองชายชุดขาวที่พลิ้วไหว เหมือนว่ากำลังรอนางอยู่ แล้วถามขึ้นว่า “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าจะมา”
“วันนี้ในพระราชวังเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นขนาดนั้น ดูแล้วฝ่าบาทคงคิดอะไรขึ้นได้บางอย่าง จึงเป็นธรรมดาที่จะต้องมาปรึกษาข้า” หรงจิ่งยกกาน้ำชาขึ้น น้ำสีเหลืองอำพันจากปากของกาน้ำชาที่เอียงไหลลงในถ้วยชา
เจียงหลีเดินมาหาเขา เป็นเพราะเขาอาศัยอยู่ในวังลึกแห่งนี้ แล้วก็ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เลยทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยวและปลงตก
“วันนี้ฮ่องเต้แห่งเป่ยโหรวมาหาเจ้าแล้วใช่ไหมล่ะ” เจียงหลีนั่งลงตรงหน้าเขา แล้ววางมือซ้ายไว้บนเข่าที่งอ ส่วนมือขวาก็ยกถ้วยชาที่อยู่ตรงหน้าขึ้นมา
“อืม เขาโมโหตระกูลไป๋เซี่ยงเป็