ินเหรินชิ่งชิ่งเป็นอย่างมาก แต่เหวินเหรินชิ่งชิ่งกลับรักษาระยะห่างด้วยความเกรงใจตลอด
ก่อนหน้าที่พวกเขาจะมา เจียงหลีก็สังเกตเห็นว่าสิ่งของที่จัดเรียงอยู่ในตำหนักของเหวินเหรินชิ่งชิ่งนั้นเรียบง่ายมาก ไม่มีของมีค่าอะไร แม้แต่มื้ออาหาร ก็ดูเหมือนทั่วๆ ไปเท่านั้น
เป่ยเหมินเวยไม่มีทางฉ้อฉลเหวินเหรินชิ่งชิ่งด้วยเรื่องเล็กๆ แบบนี้อย่างแน่นอน เช่นนั้นก็พูดได้เพียงว่าทั้งหมดนี้เป็นการเลือกของนางเอง
“เจ้าเด็กคนนี้ ช่างหัวแข็งจริงๆ เข้าวังมาก็หลายปีแล้ว ก็ถือว่าข้าเลี้ยงดูมา ข้าและพ่อของเจ้าก็ได้สาบานเป็นพี่น้องกัน เจ้าไม่เรียกข้าว่าเสด็จพ่อสักหน่อย ก็ควรเรียกข้ามาอา เรียกข้าฝ่าบาทๆ ทั้งวัน ดูห่างเหินเกินไปแล้ว” เป่ยเหมินเวยส่ายหน้าอย่างจนปัญญา
คำพูดนี้ของเขากลับไม่ได้ทำให้เหวินเหรินชิ่งชิ่งรู้สึกอะไรมากนัก เพียงแต่ยิ้มออกมาอย่างเย็นชา “พ่อแม่ของหม่อมฉันตายไปตั้งแต่หม่อมฉันอายุยังน้อย ได้รับความเมตตาจากฝ่าบาทรับหม่อมฉันเข้าวัง เลี้ยงดูหม่อมฉันอย่างดี หม่อมฉันขอบพระทัยเป็นอย่างมาก ไม่กล้าขอร้องอะไรที่ไม่ควรเป็นของหม่อมฉันอีก”
“พอๆๆ ข้าจะไม่โน้มนาวเจ้าแล้ว เอาที่เจ้าสบายใจเถอะ” ท่าทางที่รักใคร่เอ็นดู แต่ก็จนปัญญาของเป่ยเหมินเวย แล้วถึงเดินจากไปพร้อมกับลู่เสวียน
ในตอนที่ใกล้จะเดินออกไป ลู่เสวียนหันมามอง ‘เจวียนเอ๋อร์’ แล้วกะพริบตา
หลังจากที่พวกเขาเดินจากไป เจียงหลีสังเกตเห็นเหวินเหรินชิ่งชิ่งที่ส