ึกได้ว่าทาสรับใช้คนนั้นเป็นคนข้างกายเขา ไป๋เซี่ยงไท่ก็มองแรงใส่เขา
แต่ว่าสายตานี้ของเขา เมื่อมาอยู่ต่อหน้าของเป่ยเหมินนเวยผู้ที่ถูกชักนำไปในทางที่ผิด กลับมีความหมายลึกซึ้งขึ้นมา
“ไป๋เซี่ยงไท่ ได้ยินว่าเจ้าจะบุกเข้าวังมาหาข้าอย่างนั้นรึ” เป่ยเหมินเวยหรี่ตาทั้งสองข้างลง สีหน้าเย็นชาและมีเกียรติ
ไป๋เซี่ยงไท่สบตากับเป่ยเหมินเวยอย่างไม่ยอมอ่อนข้อ หลังจากที่ทำความเคารพแล้วถึงพูดว่า “ฝ่าบาท ได้โปรดส่งตัวนางกำนัลรับใช้ที่สังหารคนตระกูลไป๋เซี่ยงของข้ามา”
“หืม กล้ามาก! ไป๋เซี่ยงไท่ เจ้ากล้ามากที่กล้ามาหาข้าเพื่อเอาตัวนาง แล้วก็คนๆ นั้นลักลอบหลบหนีอยู่ข้างนอก ตระกูลไป๋เซี่ยงของพวกเจ้าไปจับเอาเอง” ทันใดนั้น เป่ยเหมินเวยก็ถูกซักถาม รู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก มีลู่เสวียนนั่งขว้างอยู่ตรงนี้ ดังนั้นคำพูดไม่ได้โหดร้ายขนาดนั้น
แต่ทว่า น้ำเสียงของเขา กลับทำให้ไป๋เซี่ยงไท่แน่ใจมากยิ่งขึ้นว่าเขากำลังปกป้องมือสังหาร
“ฝ่าบาท ข้าเห็นกับตาตัวเองว่านางเข้าวังมา! ถ้าหากทหารที่เฝ้าประตูไม่ขว้างข้าไว้ ตอนนี้ข้าก็จับทาสรับใช้คนนั้นได้ไปนานแล้ว และก็จะไม่มารบกวนฝ่าบาทอีกพ่ะย่ะค่ะ” ไป๋เซี่ยงไท่พูดอย่างมีเหตุผล
“พูดเพ้อเจ้อจริงๆ เลย!” เป่ยเหมินเวยหัวเราะออกมา คิดไม่ถึงว่าจะมีวันนี้ที่ตัวเองจะถูกใส่ร้าย
“ฝ่าบาท เพราะเหตุใดถึงต้องปกป้องนักโทษที่สังหารคนตระกูลไป๋เซี่ยงของข้าด้วย” จู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นมาจากนอกประตู
เป่ย