ูตรับรองทูตจากต่างประเทศและได้รับการคุ้มกันโดยทหารยามที่อยู่รอบๆ คณะทูตที่มาเป่ยโหรวครั้งนี้ต่างลงทะเบียนกันหมดทุกคน ตอนนี้นางกลับมาพร้อมรูปลักษณ์แปลกหน้า ต้องถูกกักอยู่ด้านนอกประตูแน่ๆ แล้วอาจจะดึงดูดให้พวกเป่ยโหรวเกิดความสงสัยได้
เจียงหลีก็เลยเดินเล่นตามถนนก่อนสักพักแล้วสุ่มเลือกโรงน้ำชาสักโรงเพื่อเข้าไปหาที่นั่ง
ทางด้านลู่เสวียน
ฮ่องเต้เป่ยโหรวนยังต้องการลู่เจี้ยอยู่ ดังนั้นนางจึงไม่ค่อยห่วงความปลอดภัยของเขาเท่าใดนัก
ขณะเดียวกัน ณ พระราชวังเป่ยโหรว ลู่เสวียนเข้าพบเป่ยเหมินเวยเพียงลำพัง
เหวินเหรินชิ่งชิ่งหายเข้ากลีบเมฆไม่รู้ไปไหน
“ฝ่าบาทเรียกข้ามา มีเรื่องอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ” พอนั่งลงแล้วลู่เสวียนก็เอ่ยถาม จิตใจของเขากระวนกระวายไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
ท่าทางนั่งไม่ติดเก้าอี้ทำให้เป่ยเหมินเวยยิ้มขำกว่าเดิมหลายเท่า “ดูท่าทางหยวนหวังประหม่ามาก ท่านคงเป็นห่วงความปลอดภัยของนางกำนัลนั่นมากสินะ”
“เซ่าจวินโตมากับข้า ถึงแม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นนายบ่าวกันแต่กลับเหมือนพี่น้องกันมากกว่า นางถูกตระกูลไป๋เซี่ยงรังแกข่มเหงเยี่ยงนี้ ข้ากลับไม่มีปัญญาช่วย จะไม่ให้ข้ากระวนกระวายเป็นห่วงได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ” ลู่เสวียนบ่นด้วยความขุ่นเคือง
เป่ยเหมินเวยยกยิ้มเล็กน้อย “เรื่องก็ผ่านไปแล้ว ชิ่งชิ่งเล่าให้ข้าฟังทุกอย่างแล้ว คราวนี้ตระกูลไป๋เซี่ยงทำเกินกว่าเหตุจริงๆ หาโอกาสโลภแย่งเอาของในมือแม่นางเซ่าจวินแล้วยังใส่ร