“เอาล่ะๆ อย่าพึ่งพูดเรื่องนี้เลย” เป่ยเหมินเวยปัดมือ ทันใดนั้นเขาก็มีสีหน้าสงบลงแล้วเอ่ยถามด้วยแววตาห่วงใย “เพียงแต่ ข้าก็ยังเป็นห่วงท่านอยู่ดี”
“เป็นห่วงข้าด้วยเรื่องอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ” ลู่เสวียนถามด้วยสีหน้ามึนงง
เป่ยเหมินเวยส่ายหน้า “ท่านน่ะ ช่างไม่มีเล่ห์เหลี่ยมเอาเสียเลย ท่านควรเป็นรัชทายาทเพียงผู้เดียวของราชวงศ์จยาเซียนและท่านควรได้สืบทอดบัลลังก์ของราชวงศ์จยาเซียน แต่ตอนนี้กลับตกไปอยู่ในเงื้อมมือของสตรีนางหนึ่ง ตำแหน่งองค์ชายผู้สูงศักดิ์ของท่านจึงทำได้เพียงถูกกีดกันออกจากอำนาจ ไร้ความสามารถสมตามคำเล่าลือ”
ลู่เสวียนมองเขาด้วยความประหลาดใจ
สายตาที่จ้องมองมาของเป่ยเหมินเวยมีความหมายลึกซึ้ง “ตอนนี้ ท่ายังเป็นเพียงองค์ชายที่ไร้ความสามารถสมตามคำเล่าลือ แต่ต่อจากนี้ไปล่ะ จักรพรรดินีแห่งจยาเซียนที่ฆ่าคนตายอย่างโหดเหี้ยมจะปล่อยท่านไปง่ายๆ หรือ”
“เป็น…เป็นไปได้หรือ” ลู่เสวียนเอ่ยขึ้นอย่างกังวลใจ
เป่ยเหมินเวยยกมือขึ้นตบบ่าเขาเบาๆ แล้วไม่พูดต่ออีก “ท่านยังเด็ก มีหลายเรื่องที่ท่านไม่เข้าใจ เอาล่ะ เราไม่คุยเรื่องนี้ก่อนดีกว่า ชิ่งชิ่งเล่าว่าท่านวิ่งกระหืดกระหอบมา คงลำบากท่านแล้ว ข้าเตรียมเหล้ายาปลาปิ้งให้ซะดิบดี เรากินไปพลางคุยไปพลางกันดีกว่า”
พอตกดึก เจียงหลีปรากฏตัวที่ด้านนอกตระกูลไป๋เซี่ยง
เมื่อมองไปที่อาคารคล้ายปราสาทข้างหน้า เจียงหลีก็ยิ้มเยาะ
“เงา คืนนี้เราไปจวนตระกูลไป๋เซี่ยงสักหน่อย