ู่เสวียนที่กำลังปกป้องนางไว้ด้านหลังออกแล้วเผชิญหน้ากับไป๋เซี่ยงเลี่ย “ก่อนเข้าไปในสุสาน พวกเจ้าตระกูลไป๋เซี่ยงพูดเองว่าเมื่อเข้าไปในสุสานแล้วได้สิ่งไหนสิ่งนั้นก็เป็นของตน เหตุใดตอนนี้พึ่งพ้นอันตรายออกมาจากสุสาน พวกเจ้าก็เผยความโลภออกมาแล้วหรือ”
รอยยิ้มบนใบหน้ามืดหม่นของไป๋เซี่ยงเลี่ยหายไป เขาจ้องเจียงหลีด้วยแววตาเฉียบคม “แม่นาง เจ้าต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เจ้ากล่าวออกมา พูดจาหยามหมิ่นตระกูลไป๋เซี่ยงของข้าที่เป่ยโหรว ดูแล้วข้าก็ทำได้เพียงเชิญเจ้าไปเป็นแขกตระกูลไป๋เซี่ยงของข้าแล้วล่ะ”
เมื่อเอ่ยจบเขาก็ยกมือออกคำสั่ง “ให้คนพาตัวนางไป!”
“ข้าจะดูว่าใครกล้า!” ลู่เสวียนยืนหยัดอีกครั้ง
คราวนี้เหวินเหรินชิ่งชิ่งไม่พูดอะไรแล้วยังคงยืนข้างเจียงหลีเพื่อร่วมกับลู่เสวียนปกป้องนาง
“องค์หญิง หยวนหวัง เรื่องนี้เป็นเพราะนางกำนัลผู้นี้เสียมารยาท เรื่องที่เกิดในสุสานโบราณ พวกเราต้องตรวจสอบอย่างละเอียด เชิญทั้งสองท่านถอยไปก่อน อย่าทำให้เราลำบาก” ไป๋เซี่ยงเลี่ยเอ่ยเสียงเย็นเยียบ
“เจ้าไม่ต้องสนข้า” เจียงหลีเอ่ยกับลู่เสวียนเสียงเรียบ
“จะเป็นไปได้อย่างไร!” ลู่เสวียนหันไปมองนางด้วยสายตาไม่เห็นด้วย หากเขาทิ้งไม่สนใจเจียงหลี แล้วเขาจะมีหน้าไปเจอพี่ใหญ่ได้เยี่ยงไร
“อย่าลืมเรื่องของเจ้าสิ!” เจียงหลีเตือนสติเขา
ลู่เสวียนขมวดคิ้ว นี่มันเวลาไหนแล้ว นางยังจำแผนสมรู้ร่วมคิดกับเป่ยโหรวได้อีก
“เชิญองค์หญิงและหยวนหวังหลี