แต่ที่มหาเทพลู่เจี้ยปรากฏตัวนั้น เขาไม่เคยพูดถึงเรื่องในตระกูลลู่เลย อีกทั้งไม่เคยพูดถึงญาติมิตรทางสายเลือดเลยแม้แต่ครั้งเดียว
สายตาของมหาเทพตี้จวินมองไปทางที่ลู่เสวียนจากไปและตอบคำถามของเจียงหลีด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง “ในชาติก่อนมีวาสนากันทางโลกแล้ว พบกันอีกครั้งก็เป็นเพียงคนแปลกหน้าเท่านั้น”
“…” เจียงหลีมองไปทางเขา ไม่รู้จะพูดอะไรต่อไป
นางมิอาจรู้ได้ว่าเขามีชีวิตบนโลกนี้นานแค่ไหนแล้ว รู้เพียงว่าต้องนานมากแน่ๆ นานจนลืมว่าตนเองนั้นชื่ออะไร นับประสาอะไรกับอายุเขากันล่ะ
คนเช่นนี้ ในเส้นทางการฝึกฝนอันยาวนานนั้น จะมีความรู้สึกแบบใดกันที่จะทำให้เขาจดจำได้ไม่ลืม
ชีวิตและความตาย โชคชะตาและพรมลิขิต เกรงว่าคงมองทะลุปรุโปร่งตั้งนานแล้ว
“ลู่เจี้ย สักวันท่านจะลืมข้าหรือไม่” คำพูดของเจียงหลี ฟังดูเศร้าโศกอย่างบอกไม่ถูก นางเดินไปยังตรงหน้าเขาแล้วสวมกอดเขาเบาๆ
ลืมนางอย่างนั้นรึ
ดวงตาที่นิ่งสงบของลู่เจี้ยค่อยๆ ขยับเล็กน้อย ริมฝีปากค่อยๆ เม้มแน่น ถ้าหากเขาสามารถลืมนางได้อย่างง่ายดายจะเรียกว่าครอบงำจิตใจได้เยี่ยงไรกัน
กาลเวลาเปลี่ยนผัน เขามีประสบการณ์ทุกชนิดของอารมณ์และทุกความรู้สึกของชีวิต มีเพียงความรักระหว่างหนุ่มสาวที่เขามีเพียงความว่างเปล่าอันขาวโพลน
อีกทั้งชีวิตที่ยาวนานของเขา เพียงแค่รอให้นางปรากฏตัวเท่านั้น
“ลู่เจี้ย ท่านกอดข้าทีได้หรือไม่” จักรพรรดินีออดอ้อนอยู่ในอ้อมกอดของเขา
ท่าทางอ่อนโยนเช่น