บ้าง บอกข้าโดยที่ห้ามตกหล่นสักคำเดียว” หรงเทียนเผิงพูดเสียงเข้ม
หรงจิ่งกลับยิ้ม “ท่านพ่อ ท่านมองข้าเป็นอะไรไปแล้ว”
หรงเทียนเผิงหรี่ตาทั้งสองข้าง แสงที่แวววาวในตาของเขาเผยให้เห็นความคิดของเขา แต่ว่าความสียใจในแววตาของหรงจิ่ง ก็ทำให้เขาสับสนขึ้นมาในใจ
เขาถอยกลับไปหนึ่งก้าว พูดกับหรงจิ่งว่า “เจ้าไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับตระกูลแล้ว เพื่อทั้งตระกูล ข้าก็เลยต้องทำแบบนี้”
หรงจิ่งไม่สนใจแล้ว
เขาถามว่า “ท่านพ่อ วางแผนจะทำอะไร”
“นับตั้งแต่วันนี้ไป เจ้าต้องห้ามไปไหน นอกจากลานบ้านของเจ้า ที่ไหนเจ้าก็ห้ามไป ข้าจะให้ผู้อาวุโสในตระกูลแอบเฝ้าเจ้าไว้ เจ้าอย่าคิดจะหนีออกไป” หรงเทียนเผิงพูดข้อกำหนดของตัวเองออกมา
หรงจิ่งสีหน้าหดหู่ “ท่านพ่อจะทำแบบนี้จริงหรือ”
“เจ้าเป็นคนบังคับให้ข้าต้องทำ” หรงเทียนเผิงกัดฟันพูด
หรงจิ่งไม่พูดอะไร หันตัวเดินกลับไปยังจวนของตัวเอง
“จิ่งเอ๋อร์” ทันใดนั้น หรงเทียนเผิงก็ตะโกน
หรงจิ่งหยุดลง แต่ไม่ได้หันกลับมา
หรงเทียนเผิงมองด้านหลังของเขาด้วยความสับสน พูดด้วยน้ำเสียงวิงวอนว่า “จิ่งเอ๋อร์ ข้ารู้ว่าตระกูลควบคุมเจ้าไม่อยู่ แต่ว่าถ้าหากเจ้ายังคิดว่าตัวเองเป็นลูกหลานตระกูลหรง ถ้าเจ้ายังสนใจพ่อคนนี้ ก็เชื่อฟัง อยู่ในจวนของเจ้า รอให้ทุกอย่างจบลง ข้าจะไปรับเจ้าออกมาด้วยตัวเอง”
คำพูดของท่านพ่อ ทำให้หรงจิ่งเสียใจมาก เขาชำเลืองตามอง “ท่านพ่อ ท่านมั่นใจขนาดนั้นเลยหรือ ถ้าหากว่าท่านพ่า