นก็ไม่พูดพล่ามให้มากความ รีบส่งมอบทั้งเคล็ดวิชาและไหมทองคำอมตะหมื่นมหันตภัยให้โดยพลัน
“เจ้าหนอ…”
เมื่อฟังคำร้องขอจบ บรรพชนถิงโยวก็เผยสีหน้าจำใจ มิอาจห้ามได้ ลมปราณทั่วร่างแผ่ซ่านออกมา เผยให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า… บัดนี้เขาได้บรรลุถึงขั้นวางรากฐานขั้นกลางแล้ว!
ลวี่หยางถึงกับลอบแลบลิ้นออกมา
‘ตอนนี้ดูชัดแล้ว… ที่แท้บรรพชนถิงโยวมิใช่ว่าขาดพลังฟื้นคืนจุดสูงสุด หากแต่เพราะในอดีตชาติเขาถูกเจินจวินกดทับไว้ จึงไม่กล้าเผยพลังแท้จริงออกมาต่างหาก’
ถึงกระนั้น บรรพชนถิงโยวในยามนี้กลับดูทรงพลังยิ่งกว่ากายแท้ในอดีตเสียอีก
เพราะภายใต้การบ่มเพาะของลวี่หยาง เขาได้กลืนกินโอสถเซียนหลอมเต๋า หลอมรวมกับกายแท้เดิม ทั้งยังเฉียบแหลมหลักแหลมกว่าแต่ก่อนหลายส่วน
“การบำเพ็ญ… หาใช่กระทำเยี่ยงนี้ไม่”
บรรพชนถิงโยวมองลวี่หยางแล้วกล่าวเตือนด้วยถ้อยคำอ่อนโยนว่า “ข้าช่วยเจ้าตีความเคล็ดวิชาได้ แต่หากเจ้าไม่เข้าใจหลักแท้ภายใน วันหน้าย่อมกลายเป็นภัยแอบแฝง”
“ของของข้า… ก็ย่อมเป็นของข้า”
“หากเจ้าปรารถนาจะแสวงหาโอสถทองคำ ในภายหน้าคิดจะก้าวขึ้นรับตำแหน่งมรรคผล ก็จำต้องมีหลักของตนเอง มีปัญญารู้ของตนเอง เจ้าคงไม่คิดว่า…แม้แต่การแสวงหาโอสถทองคำก็ให้ข้าทำแทนกระมัง?”
“ข้ารู้ดี”
ลวี่หยางเข้าใจชัดแจ้งว่า บรรพชนถิงโยวกล่าวเช่นนี้เพราะหวังดีต่อเขาอย่างแท้จริง
“แต่บรรพชน… สภาพข้ายามนี้ท่านก็ย่อมทราบ ข้ามิอาจเสียเวลาได้อีก ที่ต่ำทรามแห่งน