ยงหลีหัวเราะ “เจ้ากังวลเรื่องนี้เองหรือ”
ลู่เจี้ยอึ้งค้างมิรู้ว่าควรจะตอบอย่างไร
“หากข้าบอกเจ้าว่าข้าไม่แยแสเลยสักนิดล่ะ ตอนนี้ข้าต้องการเจ้าล่ะ” ในขณะที่เขากำลังตกตะลึงอยู่นางก็รีบโถมกายเข้าไปโน้มคอของเขาลงมาบดจูบริมฝีปาก
ลู่เจี้ยตัวแข็งทื่อ สมองสั่งให้เขาดันกายดรุณีน้อยผู้นี้ออกไปแต่ร่างของเขากลับขยับไม่ได้อยากจะกระชับกอดให้แน่นขึ้นอย่างอดใจมิไหว
“ท่านอา!” ลู่เจี้ยแทบจะใช้สติสุดท้ายที่เหลืออยู่ตะโกนเรียกชื่อนี้ออกมา
เดิมทีคิดว่าจะดับความบ้าคลั่งของนางได้
แต่หลังจากที่เจียงหลีได้ยินเข้ากลับสบถออกมา “ช่างท่านอามันสิ!”
เอ่อะ!
ร่างกายที่แข็งเกร็งของลู่เจี้ยพลันผ่อนคลายลง นางต้องรู้สภาพร่างกายที่แท้จริงของตนเองแล้วแน่เลยถึงได้บังอาจเช่นนี้
ริมฝีปากของเจียงหลีอ่อนนุ่มและหอมหวาน
รสชาติที่ซึมซับเข้ากระดูกเช่นนี้ได้กัดกร่อนสติสัมปชัญญะของลู่เจี้ยไม่หยุดหย่อน
มือทั้งคู่ของนางยังสอดเข้าไปในสาบเสื้อของลู่เจี้ยอย่างซุกซนจุดไฟไปทั่วสรรพางค์กาย
ร่างอันเย็นเฉียบของเขาบัดนี้กลายเป็นร้อนลวก ร่างกายราวกับถูกแผดเผาด้วยไฟที่โหมกระหน่ำ
เอาแล้วๆ!
ลู่เจี้ยหัวเราะอย่างขมขื่นในใจ จากนั้นโอบเอวคอดของเจียงหลีไว้แน่นด้วยมือทั้งสองข้างจากนั้นพลิกกายกดเจียงหลีเอาไว้ใต้ร่าง “หลีเอ๋อร์ นี่คือสิ่งที่เจ้าเลือกเองนะ”
เจียงหลีกระตุกยิ้มมุมปาก “ข้ารอวันนี้มานานแล้ว”
ตู้ม!
คำพูดนี้เหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้หมดขีดควา