ศาลจึงจะขับเคลื่อนได้
และแล้ว เมื่อกงล้ออธิษฐานค่อยๆ หมุนเวียนไปทีละรอบ ทุกครั้งที่หมุน คัมภีร์ภายในก็เปล่งแสงพุทธะสายหนึ่งออกมา แต่แรกยังเป็นเพียงแสงริบหรี่คล้ายประกายดาว ทว่ารวดเร็วกลับแปรเป็นเปลวเพลิงสว่างไสว
ภายใต้แสงเพลิงนั้น เงาร่างของภิกษุรูปหนึ่งค่อยๆ ปรากฏออกมา กำลังพนมมือ แย้มยิ้มสบตากับเขา
“อะมิถาพุทธ…อุบาสกอู๋ ในที่สุดก็ยอมพบอาตมาแล้ว”
ภิกษุยิ้มบางๆ บนร่างเปี่ยมด้วยกลิ่นอายบางประการที่ประหลาดนัก รูปลักษณ์ดูสง่าเปี่ยมศรัทธา องอาจโอ่อ่า ทว่าในท่วงท่ากลับแฝงความรู้สึกประหม่าอย่างยากจะบรรยาย
สองสิ่งที่ขัดแย้งกัน กลับรวมอยู่ในร่างของเขาได้ลงตัวอย่างน่าประหลาด
“กว่างหมิง…”
อู๋ไท่อันกล่าวเรียบสงบ “ตอนแรก เจ้าเป็นเพียงศิษย์สามัญแห่งแดนสุขาวดี มิใช่แม้แต่อรหันต์ แต่กลับเปลี่ยนแปลงนิสัยโดยสิ้นเชิงภายในคืนเดียว”
“วันนั้นเอง…เฉาเจินไท่ซวีเจินจวินเปิดห้วงยุคมหากาลแห่งใต้หล้า”
“เหล่าโพธิสัตว์ทั้งปวงล้วนเร้นกาย มีเพียงธรรมลักษณ์สายหนึ่งที่ตกลงมาจากสวรรค์ชั้นอิสระ มิเอนเอียงซ้ายขวา ตกลงบนกายของเจ้า…เรียกเจ้าให้เป็นศิษย์พุทธะ”
อู๋ไท่อันเอ่ยเรื่องราวเบื้องหลังการเป็นศิษย์พุทธะของกว่างหมิงออกมาตรงๆ เห็นชัดว่าเคยสืบเสาะมานับครั้งไม่ถ้วน กระนั้น…ไม่ว่าจะอ่านซ้ำสักกี่รอบ เรื่องราวนี้ก็ยังฟังดูเหลวไหล ฟ้าย่อมไม่โปรยขนมปังใส่หัวใคร! ไฉนจึงบังเอิญตกลงบนเจ้า? แล้วเหล่าอรหันต์ทั้งหลายเล่า…สิ้นแล้