แววตาภายใต้หมวกเหล็กนั้น กวาดมองผู้นำขบวนอย่างเรียบๆ ทำให้ผู้ถูกมองเหมือนถูกมีดแหลมคมจนขนลุกซู่ไปทั้งตัวถึงกับกลั้นลมหายใจ “ในกองทัพไม่มีท่านอ๋อง เรียกข้าว่าแม่ทัพก็พอ” เสียงลู่ซิ่งเฉาไม่ได้ชัดเจนมาก อาจเป็นเพราะว่าการฝึกฝนในกองทัพ ทำให้เสียงเขามีความแหบแห้งแต่เปี่ยมไปด้วยความหนักแน่น
“ขอรับๆ ท่านแม่ทัพ” ผู้นำขบวนคล้อยตาม เปลี่ยนคำพูดทันที
ราวกับว่าเขาเองก็ไม่อยากล่วงเกินผิดใจกับลู่ซิ่งเฉาที่ชายเป่ยฝางแห่งนี้
“ท่านพ่อ…” เสียงพึมพำสั่นคลอนของลู่เสวียนดังขึ้นข้างหูเจียงหลี
นางรับรู้ความตื้นตันใจที่ซ่อนอยู่ แววตากวาดมองเด็กหนุ่มรูปงามข้างกาย เห็นเขาพยายามระงับอารมณ์ของตน
ราวกับว่าสัมพันธ์ถึงสายตาที่พินิจพิเคราะห์ของนาง มุมปากลู่เสวียนยกขึ้นอย่างขมขื่น อธิบายเสียงเบาว่า “ข้าไม่ได้เจอท่านพ่อมาหลายปีแล้ว”
ในราชวงศ์โฮ่วจิ้นมีกฎอยู่ว่าทหารรักษาการณ์หากไม่ได้รับคำสั่งจากฮ่องเต้ ไม่สามารถไปจากที่ประจำการได้หรือกลับเข้าวังได้ หากขัดต่อคำสั่งจะถูกลงโทษในฐานะกบฏ
ลู่ซิ่งเฉาประจำการที่ชายเป่ยฝางเป็นเวลายี่สิบปีแล้ว แต่เขากลับบ้านเพียงไม่กี่ครั้ง ไม่แปลกที่ลู่เสวียนจะเกิดปฏิกิริยาแบบนี้
เจียงหลีก้มหน้าลงเข้าใจเป็นอย่างดี
ขณะเดียวกันนางก็นึกถึงลู่เจี้ยที่พักฟื้นที่ซูหนานอย่างโดดเดี่ยว เขาไม่ได้เห็นพ่อตัวเองมานานแล้วเหมือนกันใช่หรือไม่