ดวงตาของลู่เสวียนมีความวิตกกังวลและสีหน้าของเขาก็ดูจริงจัง “เกิดศึกสงครามระหว่างเป่ยฝางกับต้าฉิน ทั้งสองกองทัพกำลังสู้รบกัน ในฐานะที่ท่านพ่อเป็นแม่ทัพก็ยุ่งมากพอแล้ว ฮ่องเต้กลับใช้โอกาสนี้สร้างกลุ่มสังเกตการณ์เทียนเจียวเข้าไปอีก ข้าไม่รู้ว่าพระองค์มีแผนอะไรอยู่ ข้าแค่อยากไปช่วยแบ่งเบาภาระท่านพ่อบ้าง อย่างน้อยให้ท่านพ่อสามารถมีสมาธิสู้กับศัตรูและจะเป็นการดีที่สุดถ้าข้าสามารถต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเขาได้”
“…” เมื่อลู่เจี้ยเอ่ยมาเช่นนี้นางรู้สึกไม่สามารถโต้แย้งใดๆ
ด้วยความสัตย์จริงหากนางเป็นลู่เสวียนเกรงว่านางก็ไม่อยู่ที่นี่อย่างเชื่อฟังเหมือนกัน
“เจ้าต่างก็รู้ว่าอาจมีการสมรู้ร่วมคิดในกลุ่มสังเกตการณ์นี้ เจ้ายังจะไปอีกหรือ” หลังจากนั้นครู่หนึ่งเจียงหลีจึงเอ่ยถาม
“เช่นนั้นข้าก็ต้องเผชิญหน้าด้วยกันกับท่านพ่อ พี่ชายร่างกายไม่แข็งแรงยังสามารถคิดแผนการเพื่อครอบครัวได้และเสียสละตนเองได้ แล้วข้าล่ะ ถูกขนานนามว่าเป็นเทียนเจียวตระกูลลู่แต่กลับไร้ประโยชน์” ลู่เสวียนขมวดคิ้วน้อยเนื้อต่ำใจ
เสมือนดั่งทุกคนเรียกเขาว่าเทียนเจียวตระกุลลู่อย่างชื่นชม แต่กลับไม่มีประโยชน์ไร้ตัวตนในครอบครัว
“เจ้าก็ต้องฝึกฝนให้เก่งๆ สิ…” เจียงหลีอยากปลอบใจเขาแต่กลับถูกเขาเอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อน
“ซ้อเล็ก เจ้าไม่ต้องเตือนข้า ข้าสมัครไปแล้วหากไม่ไปชาวบ้านจะได้หัวเราะเยาะข้าน่ะสิ ข้าต้องไป
เป่ยฝางให้จงได้”