าสักเพียงใด.
“เป็นของข้าแล้ว!”
ลวี่หยางยื่นมือออกเรียกกู่จักจั่นเข้าสู่สรรพางค์อย่างง่ายดาย แต่ก็อดเสียดายไม่ได้ที่ทั้งสองผู้อาวุโสแห่งลัทธิหมื่นพิษ หาได้มีเคล็ดวิชาควบคุมกู่ ติดกายมาด้วย
“ก็แน่ละ เรื่องลับเช่นนี้ ใครจะพกไว้กับตัวกัน?”
เมื่อคิดได้ถึงตรงนี้ ลวี่หยางก็พลันหยุดมือไปเล็กน้อย
แท้จริงแล้ว หากเขาปรารถนา เพียงใช้กายธรรมควบคุมสรรพสิ่งแห่งฟ้าดั้งเดิมย่อมสามารถนำธงหมื่นวิญญาณมาที่นี่ได้ทันที แล้วกักขังวิญญาณทั้งสองไว้
เรื่องความลับเคล็ดวิชาใดๆ ถามก็จักรู้หมด
แต่เมื่อครุ่นคิดอย่างถ้วนถี่ ลวี่หยางก็ยังคงละทิ้งความคิดนั้น
‘ไม่จำเป็น…ในเมื่อร่างจำแลงนี้เข้าสู่นิกายกระบี่แล้ว ก็ไม่ควรทิ้งเงาใดเกี่ยวพันกับกายแท้ไว้แม้แต่น้อย ควรตัดขาดให้สิ้นเป็นดีที่สุด’
‘อีกทั้ง ผู้ใดจะรู้ได้ว่าตอนนี้มีผู้ใดจับจ้องข้าอยู่หรือไม่!’
ณ ชายแดนใต้…
ใจกลางค่ายทหารที่แวดล้อมด้วยม่านเมฆชั้นแล้วชั้นเล่า เต็มไปด้วยอาวุธหอกดาบเรียงราย ณ กึ่งกลางกองทัพนั้นเอง มีเพียงผู้เดียวที่ ยืนหยัดมั่นคงดั่งศิลา
อ๋องพิทักษ์ทักษิณแห่งราชสำนักเต๋า อู๋ไท่อัน พลันเบือนสายตากลับมาอย่างสงบ
“ชนะได้จริงๆ ด้วย…”
อู๋ไท่อันลูบคางเบาๆ สายตาฉายแววแปลกใจ “เพิ่งวางรากฐานแท้ๆ กลับสามารถฟื้นคืนถึงวางรากฐานกลางขั้นสมบูรณ์ได้รวดเร็วถึงเพียงนี้… ที่มาที่ไปของผู้นี้ในชาติปางก่อน คงไม่ธรรมดาเสียแล้ว”
เขาผู้นี้ คือขุนนางชั้นสูงแห่งราชสำนักเต๋า