ียนนั้นก็ลืมตาขึ้น สภาวะพลันแปรเปลี่ยน หากแต่เพียงอยู่ในขอบเขตรวมลมปราณสมบูรณ์เท่านั้น เห็นได้ชัดว่ายังต้องใช้เวลาสักระยะจึงจะวางรากฐานได้อีกครั้ง
โชคดีที่เขากวาดสมบัติของสำนักเสินอู่มาไว้ในมือ จึงไม่ขาดแคลนวัตถุวางรากฐานแม้แต่น้อย
‘ทว่าเรื่องนี้ ข้าก็หาได้ถือว่าเป็นการปล้นชิงไม่’
‘ในเมื่อสำนักเสินอู่ถือเป็นนิกายฝ่ายธรรมะอันชอบธรรม บัดนี้กลับถูกล้างเผ่าพันธุ์จนสิ้น หากทรัพยากรเหล่านั้นตกไปอยู่ในมือพวกมารไซร้ มิเท่ากับเป็นการสนับสนุนศัตรูหรอกหรือ?’
‘เพราะฉะนั้น การที่ข้านำสมบัติสะสมทั้งมวลของสำนักเสินอู่ไป ก็นับเป็นทางเลือกที่มิอาจหลีกเลี่ยง’
‘อย่างน้อยก็ยังช่วยให้สำนักเสินอู่ไม่เสียเกียรติในบั้นปลาย หากวิญญาณเหล่าผู้ฝึกตนแห่งสำนักเสินอู่ยังล่องลอยอยู่บนฟ้า ย่อมต้องเห็นด้วยกับการกระทำของข้าแน่นอน’
ชักจะมีเค้าโครงของนิกายกระบี่มากขึ้นทุกทีแล้วสิ
ลวี่หยางนั้นเป็นคนที่ยึดหลักเรียนรู้ไม่หยุด ลงมือสิ่งใดก็ทุ่มเทสุดใจ บัดนี้ในเมื่อได้เป็นศิษย์นิกายกระบี่แล้ว ก็จำต้องผสานตัวเข้าเป็นหนึ่งกับนิกายอย่างถึงแก่น
หากไม่เช่นนั้นเล่า หากถูกผู้คนมองออกถึงพิรุธ จะทำอย่างไรได้?
จนเมื่อบรรพชนถิงโยวเข้าสู่สมาธิ ลวี่หยางจึงผนึกถ้ำบำเพ็ญ แล้วหยิบมณีเร้นลับลูกหนึ่งออกจากอกเสื้อ ในนั้นคือทัศนียภาพหิมะพร่างฟ้าปกคลุมทั่วแดน
ณ ใจกลางหิมะนั้น อรหันต์ฝูหลงกำลังกอดเข่าทรงกาย นั่งตัวสั่นเทิ้มทั่วร่าง
“ท่านผู้อาวุ