แต่หนานอู๋เฮิ่นกลับยิ้มอ่อน “ ‘ขุดหลุมฝังศพเพื่อเอาแส้ฟาดศพ’ ประโยคนี้เป็นตระกูลเย่ว์ที่กล่าวออกมาเอง เจียงหลีผู้นี้อายุยังน้อยแต่นิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้นเช่นนี้นับว่าไม่เลว ไม่เลว”
อู๋เชียนขมวดคิ้วพูดอย่างไม่พอใจ “ร้ายกาจเช่นนี้ ท่านอาจารย์ชื่นชมเข้าไปได้อย่างไร”
หนานอู๋เฮิ่นไม่สนใจเขา เพียงแต่หันไปมองมู่หวานโหรวที่ยืนเงียบอยู่ข้างๆ “องค์หญิงหากมีคนทำร้ายคนรักของท่าน และข่มขู่ท่าน ท่านจะทำเยี่ยงไร”
“บังอาจ” อู๋เชียนตวาดลั่น
แต่หนานอู๋เฮิ่นไม่ได้สนใจตั้งแต่แรกยังคงยิ้มแล้วมองไปยังมู่หว่านโหรวดังเดิม
ดวงตาเย็นชาของมู่หว่านโหรวกะพริบและนางค่อยๆ เอ่ยออกมา “ทำเช่นเดียวกับนาง”
เมื่อได้รับคำตอบหนานอู๋เฮิ่นจึงหุบยิ้มผละสายตาออกแล้วไม่พูดมากอีก ส่วนอู๋เชียนหน้าถอดสีอีกครั้ง หุบปากไม่พูดสิ่งใดอีก
“…ฆ่าเจ้า ข้าจะฆ่าเจ้า…” เย่ว์ชิงหลิวตะเกียกตะกายบนพื้นมองเย่ว์หนานซี น้ำตาไหลพรากทำให้คนรู้สึกสงสาร
แต่กลับไม่มีใครกล้าออกสียงสักคน
เจียงหลีฟาดจนเหนื่อย โยนแส้ม้าในมือทิ้งปัดมือ ไม่มองเย่ว์ชิงหลิวอีก ทั้งยังเมินเฉย ศพที่นางฟาดจนเละไม่มีชิ้นดีอีก จากนั้นจึงเอ่ยกับลู่จ้าน “ใต้เท้าลู่จ้าน ที่เหลือก็ขอรบกวนท่านและพวกพี่น้องจัดการต่อแล้วล่ะ”
ลู่จ้านนึกขำในใจ เจ้าเด็กแก่นอายุน้อยแต่กลับกล้าสั่งผู้ใหญ่
เขาค่อยๆ พยักหน้าจึงถือว่าเป็นการตอบรับ