ดถึงตรงนี้ บรรพชนถิงโยวจึงรู้สึกสะเทือนใจอย่างแท้จริง
“…ดี” เพียงเห็นเขาแสดงสีหน้าขึงขัง คารวะลวี่หยางด้วยพิธีโบราณ “ข้าตกลง หากวันหนึ่งข้าบรรลุโอสถทองคำได้ จักทุ่มสุดกำลังช่วยเจ้าฝ่าด่านขึ้นตาม!”
“บรรพชนกล่าวเกินไปแล้ว”
ลวี่หยางยังคงรักษาพิธีแห่งศิษย์ อวยเกียรติให้อีกฝ่ายเต็มเปี่ยม “ศิษย์ผู้น้อยเพียงหวังว่าบรรพชนจะบรรลุความสำเร็จ เพื่อในภายหน้าจะได้เผยแผ่ฟื้นฟูวิถีอสูรวิญญาณของเราให้รุ่งโรจน์”
แท้จริงแล้ว… ต่อให้บรรพชนถิงโยวไม่ให้คำมั่นก็ไร้ความหมายอยู่ดี
เพราะวิญญาณในธงซึ่งถูกคัมภีร์ร้อยชาติชำระเสียใหม่ ลวี่หยางย่อมมีอำนาจควบคุมโดยสิ้นเชิง ต่อให้บรรพชนถิงโยวบรรลุตำแหน่งมรรคผลแล้ว ก็ไม่อาจหลุดรอดไปได้อยู่ดี
แต่เรื่องนี้… ไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากกล่าว
เพราะมันบั่นทอนใจเกินไป
‘แม้ชาติภพนี้ข้าอาจมิอาจแสวงหาโอสถทองคำสำเร็จ แต่หากบรรพชนสามารถบรรลุได้ เช่นนั้นข้าก็ไม่เสียหายอันใด ถึงยามนั้นมีผู้บรรลุโอสถทองคำอยู่เคียงข้าง ชีวิตข้าย่อมสะดวกไร้อุปสรรคไม่ใช่หรือ?’
แน่นอน… ทุกสิ่งยังอยู่ห่างไกลยิ่งนัก
พันปีแห่งการเอาตัวรอดมาอย่างลำบาก ได้กัดกร่อนบรรพชนถิงโยวจนเกินเยียวยา ต่อให้ดูดกลืนร่างเดิมกลับคืนมาจนฟื้นฟูขึ้นมาบ้าง ก็ยังไม่อาจเติมเต็มช่องว่างนี้ได้อยู่ดี
‘ถึงแม้จะฟื้นคืนชีพขึ้นมา บรรพชนก็ใช่ว่าจะทะยานกลับสู่จุดสูงสุดในคราเดียว จำต้องเริ่มจากวางรากฐานขั้นต้นทีละก้าว ค่อยๆ ฟื้นฟูพรสวรรค์และวิ