“อะแฮ่ม” เจียงหลีกระแอมในลำคอเบาๆ ในเมื่อพวกเขาไม่ได้ว่าอะไร นางจะไปใส่ใจอีกทำไม “เพราะตอนนั้นท่านพ่อข้าดำรงตำแหน่งข้าราชกาในราชสำนัก ดังนั้นไม่แปลกที่ข้าจะรู้เรื่องพวกนี้ ตระกูลลู่ได้ยืนฝั่งฮ่องเต้ปัจจุบันจากศึกแย่งบัลลังก์ หลังฮ่องเต้ได้ขึ้นครองราชย์ ตระกูลลู่ได้รับเกียรติอันสูงส่ง” เจียงหลีพูดไปด้วยพร้อมสายตาที่กวาดมองไปรอบๆ
ทว่า ในห้องยังคงเงียบกริบ แม้แต่หมอเทวดายังคงจดจ่อกับการตรวจร่างกายลู่เจี้ย ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองเมื่อได้ยินคำพูดของนาง เจียงหลีเองก็เข้าใจ สิ่งที่นางพูดไปทั้งหมด เป็นสิ่งที่ชาวโฮ่วจิ้นรู้กันทั่วบ้านทั่วเมือง จึงไม่แปลกใจนักที่ไม่ได้การตอบสนองใดๆ ทั้งสิ้น
นางพูดต่อว่า “ตระกูลลู่มีภูมิฐานสืบทอดกันมาร้อยปี ปัจจุบันยังเป็นขุนนางผู้ทำความดีความชอบ ขาดไม่ได้ที่จะได้รับการแต่งตั้ง ซูหนานที่เป็นแหล่งแจ้งเกิดของตระกูลลู่ จึงได้รับมอบอำนาจในการปกครองอาณาเขตแห่งนี้ แต่กลับไม่อนุญาตให้เลี้ยงกองทัพส่วนตัว แล้วยังส่งเจ้าเมือง เป็นผู้ดูแลแทนกิจในกองทัพ อีกทั้งยังมีพระราชโองการให้ท่านพ่อ น้องชายและท่านแม่ของนายน้อยโยกย้ายออกจากเมืองซูหนาน ท่านเองก็ทราบอยู่แก่ใจแล้วมิใช่หรือ ว่านี่หมายความเช่นไร” เจียงหลีอยากจะทดสอบบุรุษผู้นี้ดู แต่ก็ไม่สะทกสะเทือนเลยแม้แต่น้อย ยังคงยืนหล่อเหลาราวรูปปั้น