งสาวผู้นั้นได้รับการเหลียวแลจากนิกายเสินอู่ ทุกอย่างก็แปรเปลี่ยน
เด็กชายผู้สูญเสียพ่อแม่ ไร้ที่พึ่ง มีเพียงพรสวรรค์อันแสนจะฝืดเคือง ยามเปรียบกับนางแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรจากมดดินที่ต้องแหงนมองดวงดาราบนฟ้า
ฝ่ายหนึ่ง…ทำได้เพียงเฝ้ามองอีกฝ่ายจากเบื้องล่างเท่านั้น
คิดถึงเพียงนี้ เด็กสาวก็เบือนหน้าหนี ถอนสายตากลับมาอย่างไร้เยื่อใย มิแลมองเด็กชายอีกแม้เพียงครู่ ขณะที่ชายกลางคนข้างกายนางก็กล่าวเสียงหงุดหงิดออกมา
“พอได้แล้ว เร่งลงนามเสียที”
พูดจบก็ควักกระดาษสัญญาใบหนึ่งจากอกเสื้อ โยนลงตรงหน้าเด็กชาย “คุณหนูของเรายังต้องรีบเดินทางไปฝึกตนที่นิกายเสินอู่ ไม่อาจเสียเวลาติดพันกับเรื่องเช่นนี้!”
แม้ในใจเด็กชายจะอยากปาเอกสารใบนั้นใส่หน้าคู่กรณี แต่สุดท้ายเขาก็ได้เพียงกลืนความขมขื่นลงไป ลำมือเล็กสั่นเทา ขณะหยิบกระดาษขึ้นมา
สถานการณ์…ย่อมเหนือกว่าผู้คน
‘ความอัปยศในวันนี้ ข้าจะตอบแทนคืนเป็นร้อยเท่า!’
เด็กชายปฏิญาณแน่วแน่ในใจ แล้วจรดปลายพู่กันลงชื่อ ดวงตารื้นด้วยหยาดน้ำตา แต่ยังจ้องมองอีกฝ่ายแน่วแน่ มุ่งรักษาศักดิ์ศรีสุดท้ายของตนไว้จนถึงที่สุด
“ปัง!”
พลันนั้นเอง ประตูใหญ่ของจวนตระกูลเหยียนก็ถูกผลักออกเสียงดังสนั่น จากนั้นร่างหนึ่งก็ย่างเท้าเข้ามาอย่างช้าๆ กระแสพลังจากร่างนั้นสงบนิ่งดั่งสามัญชนโดยแท้ หากมองเผินๆ ก็มิอาจเห็นสิ่งใดผิดปกติ
“ผู้ใดกัน!”
ในบัดดล เหล่าผู้คนในโถงต่างร้องเอ็ดเสียงกร้าว ทว่าท่ามกลาง