าด ฟ้าร้องฟ้าผ่า มิปล่อยให้ผู้ใดฉุดรั้งวิญญาณของเขาไว้ได้แม้แต่น้อย
…นี่แหละคือเหตุผลว่าใย “เจินจวิน” จึงฆ่ายากดั่งตัดฟ้าขาดดิน
หากคิดจะลบล้างผู้หนึ่งจากตำแหน่งมรรคผลเจินจวินโดยสิ้นเชิง จำต้องลงมือถึงสามครา
ครั้งแรก ต้องทำลายถ้ำสวรรค์ของเขา ให้หลุดจากตำแหน่งมรรคผล มิอาจเรียกขานว่าเจินจวินได้อีกต่อไป
ครั้งที่สอง ต้องเผาผลาญดวงจิตของเขา ให้สิ้นหนทางลี้ภัยสู่ยมโลก ปิดตายวงจรแห่งการกลับชาติมาเกิด
ครั้งที่สาม ต้องทำลายแก่นแท้ทองคำซึ่งห่อหุ้มอยู่ หาไม่แล้ว หากมันได้ไปสิงอยู่ในวัตถุอื่น ก็มิแน่ว่าเขาอาจฟื้นคืนอีกครา…
จงกวงไม่สนใจการดับสูญของหงยวิ๋นเลยแม้แต่น้อย จงกวงยืนสงบอยู่บนชั้นบันไดขั้นสูงสุด เบื้องริมฝีปากขยับไหวเอื้อนกล่าว กลิ่นหอมประหลาดสายหนึ่งลอยอ้อยอิ่งออกจากร่างของเขาโดยมิได้จงใจ
ท่ามกลางกลิ่นหอมนี้ เงารูปสตรีนับไม่ถ้วนค่อยๆ ปรากฏขึ้น
หญิงสาวเหล่านั้นล้วนมีโฉมหน้าแตกต่างกันออกไป อาภรณ์แพรวพราวต่างกันโดยสิ้นเชิง ทุกกิริยาท่วงท่าเพียงกระพริบตาหรือเผยยิ้ม ล้วนชวนให้จิตใจปุถุชนต้องสั่นไหว ราวกับพวกนางมิใช่ภาพมายา แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ดำรงอยู่จริง
“แก่นแท้แห่งมวลบุปผา!”
กลิ่นหอมพลันเปลี่ยนไป ม่านหมอกควันซึ่งชักนำสำนึกค่อยๆ ลอยขึ้นเหนือศีรษะ ผู้ใดที่แลเห็นม่านหมอกนี้ ล้วนเหมือนถูกยื้อจิตให้มองเห็น ความทุกข์ระทมในใจตนเอง
“ทะเลโศกาท่วมท้น!”
ทุกครั้งที่จงกวงสำแดงหนึ่งในเคล็ดวิชาเทพ สวร