งความมิมี เปิดกว้าง กลางม่านนั้น ปรากฏร่างหนึ่งนั่งขัดสมาธิอย่างนิ่งสง่า เปี่ยมลมปราณแหลมคมประหนึ่งจะทะลวงเวหา
“คือตำแหน่งมรรคผลที่พิสูจน์จากความว่างเปล่านั่น…”
“มู่ฉางเซิงเลือกเวลาได้พอเหมาะ…เมื่อเทียบกับเขาแล้ว อั้งเซียวยังสำคัญกว่า…ปล่อยไว้ก่อน หลังจากนี้ค่อยสะสางก็ยังไม่สาย”
“เดี๋ยวก่อน…ไม่ใช่แล้ว!”
แต่เดิม เหล่าเจินจวินต่างยังรักษาความสงบไว้ได้ เพราะแม้ สวรรค์แห่งความมิมี จะปรากฏตำแหน่งมรรคผลขึ้นจริง ก็เป็นเพียงเจินจวินขั้นต้นคนหนึ่งเท่านั้น
จะมีผลกระทบต่อใต้หล้าหรือ?
…ย่อมมี แต่ก็มิใช่สิ่งที่สะเทือนถึงราก
ดังนั้นแรกเริ่มจึงไม่มีผู้ใดถือเป็นเรื่องใหญ่ ทว่ามิช้านาน เมื่อตำแหน่งมรรคผลแสดงความผันแปรยิ่งชัด…ในที่สุดก็มิอาจนิ่งดูดายอีกต่อไป
“มันเกิดเรื่องอะไรกันแน่!?”
บางเจินจวินถึงขั้นหันไปสงสัย ‘ประมุขแห่งมรรคผล’ ของตน เห็นทีจะต้องเป็นคนในระดับนั้นขยับ จึงส่งผลสะเทือนต่อตำแหน่งมรรคผลได้ถึงเพียงนี้
กระทั่งมีเสียงหนึ่ง…เอ่ยเบา
“ลองก้มลงมองดูเสียหน่อยเถอะ”
ครู่ถัดมา ภายใน สวรรค์แห่งความมิมี ที่เผยกายสู่โลกหล้า เงาร่างของจงกวงก็ปรากฏขึ้น
ริมฝีปากเขาขยับเบา เสียงเอ่ยเนิบช้า ทว่าแน่นหนักเย็นเยียบ ดุจลมเหนือผ่านม่านเมฆา
“ท่านทั้งหลายซึ่งนั่งอยู่ ณ เบื้องสูง…นานเท่าใดแล้ว ที่มิได้ก้มมองใต้หล้าด้วยสายตาแท้จริง?”
ณ ประตูสวรรค์ทักษิณ ส่วนหนึ่งของเศษซากสวรรค์แห่งโลกเซวียนหลิง
ร่างจำแลงของลวี