ได้…สหายคิดว่า สมเหตุสมผลหรือ?”
“ข้ารู้ดีว่าโลกภายนอกร่ำลือกันเช่นไร…มีเจินจวินจำนวนมากเคยบุกเข้ามาในสวรรค์แห่งความมิมีแห่งนี้ พากเพียรพิสูจน์ว่า ข้าเพียงหวังยึดร่างผู้อื่นเพื่อเข้าสู่สวรรค์แห่งความมิมี ต้องการให้ผู้อื่นแทนที่ข้าฝ่าด่านเคราะห์ทั้งห้า…แล้วในท้ายที่สุด ผู้ที่ฝ่าพ้นเคราะห์ทั้งห้าได้ก็จักเป็น เจินเหรินบรรพกาล หาใช่พวกเขาเองไม่…”
เอ่ยมาถึงตรงนี้ เจินเหรินบรรพกาลคลี่ยิ้มเยียบเย็น
“…น่าเสียดาย โลกนี้ บรรดาเจินจวินเหล่านั้น ล้วนเห็นแก่ตัว! แม้ข้าจะพูดแจ้งต่อหน้า พวกเขาก็ไม่คิดจะฟังแม้แต่น้อย!”
“หืม?”
คำกล่าวนี้เพิ่งหล่นจากปาก ดวงตาของจงกวงเจินเหรินพลันหรี่ลงทันใด ในใจผุดวาบถึงบทสนทนาเมื่อคราวก่อนกับเจินเหรินบรรพกาล ก่อนที่แววตาจะลุกวาบขึ้นมาทันใด
“เพราะท่านมิได้มีดวงวิญญาณ?”
เจินเหรินบรรพกาลได้ฟังกลับหัวเราะแล้วพยักหน้า “ถูกต้อง!”
ยามนี้ เขาเพียงดำรงอยู่ในสวรรค์แห่งความมิมีในรูปของจิตสำนึกหนึ่งสาย ส่วนดวงวิญญาณแท้ของมู่ฉางเซิง ได้กลับชาติมาเกิดเสียเนิ่นนานแล้ว เรื่องนี้เขาเคยเอ่ยบอกไว้ก่อนหน้า
ต่อทุกผู้ที่ย่างเข้าสู่สวรรค์แห่งความมิมี เขาล้วนเอ่ยถ้อยนี้เหมือนกันหมด
ทว่าไร้ผู้ใดสังเกต ไร้ผู้ใดตระหนัก
“การจะบรรลุเป็นเจินจวิน จำต้องกลั่นกรอง‘แก่นแท้ทองคำ’ขึ้นจากดวงวิญญาณ! แต่ตัวข้าไร้วิญญาณ จะใช้สิ่งใดแสวงหาโอสถทองคำ? จะยึดสิ่งใดขึ้นสู่ตำแหน่งมรรคผล?”
เขาวางปริศนาไว้เบื้องหน้