ัดนี้ไม่ถูกต้องแล้ว”
“หากท่านยังมีวิชาเทพโดยกำเนิดอีกหนึ่งสาย รวมกับสี่สายที่ข้ากล่าวไว้เมื่อครู่ รวมเป็นห้าสาย เช่นนั้น…ควรจะวางรากฐานสมบูรณ์จึงจะถูกต้อง!”
“แล้วขอบเขตของท่านเล่า?”
“วิชาเทพโดยกำเนิดของท่าน อยู่ที่ใดกัน?”
“เท่าที่ข้ารู้…ใต้หล้านี้ยังไม่เคยมีนิกายใด ที่เลือกจะฝึกวิชาเทพโดยกำเนิดไว้ท้ายสุดเลย”
“ข้อยกเว้นเพียงหนึ่งเดียว…ก็คือผู้ถือกำเนิดโดยฟ้าดินเท่านั้น”
กล่าวถึงตรงนี้ อั้งเซียวพลันหยุดวาจากะทันหัน บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มแห่งชัยชนะของผู้ล่า
“ตอนนี้…ท่านคงมิใช่เซียนวิญญาณหรอกกระมัง?”
ลวี่หยางยังคงยิ้มบาง มิได้กล่าวสิ่งใด
แม้ถูกอั้งเซียวเปิดโปงความลับบางส่วน แต่เขาหาได้หวาดหวั่นแม้แต่น้อย เพราะเขามองออกแล้วว่า อั้งเซียวมีเพียงวาจาโจมตีหาได้มีวิธีการจริงจังใด
‘เจ้าคือเจินจวินมิใช่หรือ? แล้วเล่ห์กลของเจ้าหายไปไหน?’
‘ถึงไม่ค้นวิญญาณ อย่างน้อยก็ควรควบคุมข้าบ้างสิ!’
หวนคิดไปถึงชาติปางก่อน ยามอั้งเซียวปรากฏตัว ความกดดันนั้นรุนแรงเพียงใด? หนักหนาเสียจนตนไม่อาจต่อต้านได้เลย ทว่า…อั้งเซียวในตอนนี้กลับมิใช่เช่นนั้นอีก
‘แม้จะลี้ลับพิสดารอยู่…แต่ก็ไม่แข็งแกร่งพอ!’
เซี่ยวไห่เจินเหรินที่อั้งเซียวอิงร่างอยู่ บัดนี้ยังเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นวางรากฐานต้น แล้วจะอาศัยสิ่งใดแบกรับพลังอันยิ่งใหญ่ของเจินจวิน?
ในชาติที่แล้ว อั้งเซียวช่างน่าสะพรึงกลัว เพราะมีวิถีกรรมของจงกวงเป็นภาชนะให้แฝงตน แต่ชา