“แต่เมื่อพวกข้าไปถึงที่นั่น พวกข้าบอกได้เลยว่าตลอดสองปีที่ผ่านไป สิ่งที่พวกข้าทำนั้นล้วนเกี่ยวข้องกับหุ่นเชิดโลหิต”
“พวกข้าได้หาผู้คนมาเป็นทาสโลหิต ไปจับสัตว์ปีศาจที่เหมาะสมกับการนำมาทำเป็นหุ่นเชิดโลหิต เปลี่ยนพวกมันเป็นสมุนไพรหมุนเวียเลือด นำหุ่นเชิดซากศพไปยังหุบเขาฟานหยินเพื่อหาดอกไม้ร้อยสีสัน….”
หลิวฉิงหยุนแม้จะเล่าออกมาด้วยอารมณ์ที่เดือดดาล แต่น้ำตาของเขากลับไหลล้นออกมาอย่างไม่หยุด
เฉินเฉียงเองนั้นไม่คิดที่จะทำความเข้าใจความรู้สึกของผู้คนบนโลกปีศาจแต่อย่างใด
โดยเฉพาะกับผู้คนที่เกี่ยวข้องกับเคล็ดวิชาบ่มเพาะหุ่นเชิดโลหิต คนพวกนี้ล้วนแล้วแต่สมควรตาย
และนี่ก็ทำให้เขานั้นไม่ได้เห็นอกเห็นใจหลิวฉิงหยุนแต่อย่างใด
แน่นอนว่าหากเป็นใครบางคนที่ใจอ่อนชอบเห็นใจผู้อื่นอย่างเช่นเม่ยซิน มันก็คงกลายเป็นอีกอารมณ์นึงไป
แต่ในสายตาของเฉินเฉียงนั้น ผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตและผู้ที่เกี่ยวข้องนั้นมีค่าต่ำต้อยน้อยเสียยิ่งกว่าสัตว์วิญญาณที่อาศัยอยู่ในป่าเขา
นั่นก็เพราะหากสัตว์วิญญาณไม่ถูกรบกวน พวกมันก็ไม่คิดจะโจมตีใครก่อน