ถึงยามนี้ เจินเหรินบรรพกาลจะมิได้แสดงพลานุภาพเหนือผู้บรรลุมรรคผลโอสถทองคำออกมา อีกทั้งสวรรค์แห่งความมิมีเมื่อเทียบกับผลแห่งเต๋าอื่น ก็ยังอ่อนด้อยกว่าหลายส่วน…แต่ลวี่หยางหาใช่ผู้ที่จะนำชะตาตนเองไปวางเดิมพัน
เขาย่อมมิอาจฝากความหวังกับโชคชะตา
ด้วยเหตุนี้…จึงปล่อยให้เสี้ยวจิตเป็นฝ่ายรับเคราะห์แทนยังดีกว่า!
‘ยิ่งไปกว่านั้น…เช่นนี้กลับมีข้อดีอยู่ไม่น้อย’
นี่แล…คือเหตุผลที่ลวี่หยางมั่นใจนัก ว่าตนมีหวังสูงลิบในการฝ่าฟันเคราะห์กรรมครั้งที่สอง เพราะตัวตนแท้ของเขายังอยู่ภายนอกสนาม ย่อมสามารถให้ความช่วยเหลือแก่เสี้ยวจิตได้!
โดยทั่วไปแล้ว…สิ่งนี้มิอาจกระทำได้เลย
เคยมีบรรพชนของนิกายศักดิ์สิทธิ์ทดลองมาแล้ว ทว่าต่อให้ใช้เสี้ยวจิตแทรกเข้าสวรรค์แห่งความมิมี สัมพันธภาพระหว่างเสี้ยวจิตกับตัวตนแท้ก็จะถูกตัดขาดทันที ไม่อาจอาศัยเป็นช่องทางลักไก่ใดๆ ได้เลย
แต่ลวี่หยางนั้น…มิใช่เช่นผู้อื่น
‘สายใยของหุ่นเชิดนั้น…หาใช่สิ่งที่สวรรค์แห่งความมิมีจะตัดขาดได้!’
เมื่อนึกถึงจุดนี้ ลวี่หยางยิ่งฮึกเหิมเต็มเปี่ยม พลางแบ่งจิตหนึ่งเฝ้าติดตามสนามรบทางฟากของเจินเหรินปราบมาร ส่วนอีกจิตหนึ่งก็จดจ่อแน่วแน่ เขาจะต้องฝ่าด่านที่สองนี้ให้ฉับไวที่สุด!
“ข้าในยามนี้…บรรลุถึงระดับสมบูรณ์แห่งช่วงต้นของการวางรากฐานแล้ว”
ขณะเดียวกัน เสี้ยวจิตที่บัดนี้ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งกับสถานะของเจินเหรินบรรพกาลอย่างสมบูรณ์ ก็กำลังครุ่นคิดอย่างเงียบงั