พียงพวกเจ้าสามคนสินะที่รับรู้ในเรื่องนี้ แต่เจ้านั้นคงจะไม่คิดเหมือนกันว่าฟ้านั้นยังมีตาอยู่”
“ในตอนนั้น ผู้ที่ตามเจ้าไปเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ที่อยู่ในระดับกึ่งราชาอย่างน้อยๆก็ห้าคนที่รอหาโอกาสที่จะปลิดชีพผู้การแห่งเมืองเหมันต์จันทราเช่นเจ้าในตอนนั้น”
“พวกเจ้านั้นได้บาดเจ็บสาหัสกัน หากพวกเจ้าโดนมนุษย์กลายพันธุ์พวกนั้นพบเจอ พวกเจ้าสามคนต้องตกตายจนหมดสิ้น”
“แต่ในสถานการณ์นั้นเอง หากเจ้าทั้งสามร่วมมือกัน พวกเจ้าก็ยังพอจะหาทางออกจากเรื่องนี้ได้บ้าง แต่ในตอนนั้น เจ้าน่ะ ได้ทำอะไรลงไปกัน”
“เว่ยหยวนตี้ เจ้านั้นกล้าพูดออกมารึเปล่าต่อหน้านักรบผู้ทรงเกียรติของเผ่าพันธุ์รึเปล่าว่าเจ้านั้นได้ทำอะไรลงไป”
“บอกสิว่าในตอนนั้นเจ้าทำอะไรลงไปกันแน่”
คำถามสุดท้ายนี้ได้ราวกับค้อนที่ทุบเข้าไปกลางใจของเว่ยหยวนตี้ ทำให้เขานั้นตกอยู่ในสภาพที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ด้วยท่าทางนี้เองทำให้ทุกคนนั้นต่างก็จับจ้องไปที่เว่ยหยวนตี้กันหมดและรอเขาพูดออกมา
แต่หลังจากผ่านไปนาน เว่ยหยวนตี้ก็ยังไม่มีท่าทีจะพูดออกมา
“หยานเสวี่ย บอกข้ามา เว่ยหยวนตี้มันทำสิ่งใดลงไป”
หลังจากผ่านไปนาน เฉินเฉียงได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่กระด้างกระเดื่องอย่างที่สุด
“……ข้าไม่รู้”
“ห้ะ เจ้าไม่รู้งั้นรึ” เฉินเฉียงหันไปมองหยานเสวี่ยด้วยความประหลาดใจอย่างที่สุด
“เรื่องนี้ข้าไม่รู้จริงๆ” หยานเสวี่ยที่เห็นใบหน้าที่เยียบเย็นนี้ได้ก้มหน้าก้มตาในทันทีแล้วพูด