นาน ก็เพื่อยามนี้!”
“เอาพวกเขาเป็นเหยื่อล่อ เราก็จับพวกโลกเซวียนหลิงให้หมด หรือแม้แต่ยกทัพตีโต้กลับเข้าไป ผลเก็บเกี่ยวย่อมต้องใหญ่หลวงกว่า!”
เจินเหรินปราบมารมิได้ตอบ เพียงส่ายศีรษะเบาๆ “เจ้ายังไม่เข้าใจ”
เย่กูเยว่ขมวดคิ้วยิ่งกว่าเดิม
“ผู้อาวุโส…เหตุใดข้าจึงไม่เข้าใจ? เกิดตายเวียนวน ชาวบ้านโง่เง่าไม่รู้เหนือใต้ พวกเขายึดติด…แต่ผู้อาวุโสยังจะยึดติดอีกหรือ?”
“แล้วเจ้าล่ะ…ปล่อยวางได้จริงหรือ?”
เจินเหรินปราบมารกล่าวอย่างอ่อนใจ “หากเจ้าตายไป เวียนเกิดมาใหม่ไม่อาจฝ่าด่าน ‘ม่านในครรภ์’ จนลืมเลือนตนเองไปสิ้น…เจ้าจะยังพูดได้เต็มปากหรือว่า ‘ปล่อยวาง’?”
เย่กูเยว่สีหน้าเปลี่ยนทันควัน “นั่นมันคนละเรื่อง!”
เจินเหรินปราบมารย้อนถาม “ต่างกันตรงไหน?”
“ข้าเป็นเจินเหริน!”
เย่กูเยว่กล่าวอย่างเคร่งขรึม ราวประกาศสัจธรรม “สำหรับชาวบ้าน การแสวงหาความจริงเป็นเพียงภาพฝัน…ชีวิตก็คือฝันหนึ่ง”
“แต่ข้า…พวกเรา…แสวงหาความจริงจนสำเร็จ หลอมรากแห่งหนทางขึ้นแล้ว จะเปรียบกับชาวบ้านได้เยี่ยงไร!”
กล่าวจบ นางก็มองเจินเหรินปราบมารด้วยแววเป็นห่วง “หรือท่านอาวุโสเผชิญเคราะห์เพาะพลังผิดพลาด…จนจิตใจเกิดความหมองหม่นแล้ว?”
เจินเหรินปราบมารอ้าปาก…แต่ก็เงียบ เพราะมองออกว่าเย่กูเยว่พูดด้วยใจจริง มิได้จงใจถากถาง
ทว่าก็เพราะจริงใจ…จึงยิ่งทำให้เขาไร้คำตอบ
กระนั้นก็ไม่จำเป็นต้องตอบ เพราะวินาทีถัดมา เขาก็หันไปมองนอกลำเรือ ขณะเดียวกัน เย่