าอย่างใจจริง
จางหยวนที่เหนื่อยเป็นหมาหอบแดดนั้นได้หันไปมองซ้ายขวาและมองทั่วร่างของเฉินเฉียง ก่อนจะรู้สึกโกรธเคืองจนยากจะกระอักเลือดออกมา
“ถ้าจะให้ข้าพูดก็จะพูดล่ะนะ กัปตัน นี่ท่านคิดจะกล่าวชมหรือจะจิกกัดข้าเนี่ย”
“ท่านเองก็อยู่ระดับเดียวกับข้า แต่ท่านกลับตามข้าทันโดยใช้เพียงพลังกายล้วนๆเนี่ยอ่ะนะ เทียบกับท่านแล้วนั้น ไอ้การบ่มเพาะนานนับปีของข้านี้ราวกับเรื่องตลกชัดๆ”
“ฮี่ฮี่ฮี่” เฉินเฉียงหัวเราขึ้นมาในทันทีเมื่อได้ยิน “แล้วเจ้าจะเอาไปเทียบทำบ้าอะไรกันล่ะนั่น คนอื่นมีเยอะแยะไม่ไปเทียบ เจ้าก็เห็นไม่ใช่รึไงว่าแม้แต่พวกระดับนายพลวิญญาณขั้นสูงยังทนไม่ไหวเลยน่ะ ห้ะ ไปเทียบกับไอ้พวกนู้นนู่น เอามาเทียบกับข้าแบบนี้ อย่าบอกนะว่าเจ้าเองก็คิดจะเอาข้าเป็นเป้าหมายน่ะ”
“ชิ”
จางหยวนกลอกตามองเฉินเฉียงในทันทีและพูดออกมาอย่างไม่สะทกสะท้าน “กัปตัน ไม่ว่ายังไงก็ตาม อย่างน้อยๆครึ่งหนึ่งของกองกำลังก็ต้องไปถึงยอดของบันไดนี้ให้ได้”
“ยังไงซะ ข้าเองก็เป็นถึงรองกัปตัน ต่อให้ข้าตาย ข้าก็จะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาดูถูกกองกำลังของพวกเรา”
เฉินเฉียงที่ได้ยินก็ได้โยนความคิดเล่นไร้สาระทิ้งไปแล้วพยักหน้ารับอย่างพึงพอใจแล้วพูดออกมา “จางหยวน เพื่ออนาคตของคนในกองกำลังแล้ว เจ้าในฐานะของผู้นำกองกำลัง เจ้าต้องทำอย่างสุดความสามารถล่ะ”
“ต่อให้ข้าไม่ได้อยู่แล้ว ข้าจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องพวกเจ้าให้มันมากนัก”
“กัปตัน พูดห่าเหวอะไร