ากลายเป็นเซียนวิญญาณ
‘คล้ายกลิ่นอายฆ่าฟ้าทำลายแผ่นดิน…’
ทว่าเมื่อเทียบกับกลิ่นอายฆ่าฟ้าที่หมายถึงหายนะโดยตรง กลิ่นนี้กลับโอบอ้อมอารีกว่า เพียงเขาคิดเพ่งจิต ลมปราณแห่งฟ้าดินก็จะหลั่งไหลเข้าสู่กายโดยไม่ต้องพยายาม
‘…ฟ้าดินเมตตา?’
ลวี่หยางรู้อย่างกระจ่างแจ้งว่า แม้กายเซียนวิญญาณของเขาจะสามารถหลบซ่อนสายตาผู้คนได้ แม้แต่เจินจวินก็มิอาจล่วงรู้ ทว่าฟ้าดินผู้ให้กำเนิดเล่า…ย่อมมิอาจลวงตาได้
‘ก็เป็นไปได้…ว่าธาตุทองไม้ขาลนี้ เป็นของขวัญจากฟ้าดินที่มาช่วยข้า’
“อย่างไรเสีย ข้าก็เป็นเซียนวิญญาณแล้ว เรียกได้ว่าเป็นลูกรักของสวรรค์ก็ไม่ผิด”
‘เพียงแต่…ไม่ว่าจะเป็นเจินจวิน หรือฟ้าดิน พวกเขาก็เร่งรีบเกินไปแล้ว ทำไมไม่กระทำแบบพร่างพรมลงเบาๆ ดั่งน้ำซึมเข้าสู่รากไม้ จะได้ไม่ให้ข้าจับพิรุธได้’
อย่างน้อย…หากเป็นเขาเอง เขาคงไม่ทำเรื่องให้มันโจ่งแจ้งถึงเพียงนี้ แต่จะจงใจขวางทางสารพัด หยิบยื่นอุปสรรคนับพัน จนเขาต้องบากบั่นฟันฝ่าเกือบตายกว่าจะได้มาซึ่ง ธาตุทองไม้ขาล อย่างแนบเนียน
เพื่อให้เขาหลงคิดว่าตนหลบเลี่ยงสายตาผู้ใดมาได้สำเร็จ
แล้วค่อยเผยตัวออกมา โจมตีแบบไร้ยางอายทันทีโดยไม่ให้ตั้งตัว
‘เล่นให้โจ่งแจ้งเช่นนี้ มีแต่จะทำให้ข้าระแวง ทำไปเพื่ออะไรกันแน่?’
ขณะกำลังขบคิด…ลวี่หยางก็ยังคงตรวจสอบความทรงจำของฉีเหอเจินเหรินไปพลาง
จู่ๆ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป ดวงตาขมวดแน่น สีหน้ากลับกลายเป็นมืดดำอย่างฉับพลัน
“เจ้าฉีเหอ