ขวางเจ้าไว้ได้จริงๆ”
“ขุยกัง เจ้าอย่าได้ประมาท”
เสียงหวานเจื้อยแจ้วดังมาพร้อมกลิ่นหอมลอยมาแต่ไกล หญิงงามในชุดงิ้วเดินเข้าร้านมาด้วยท่วงท่าสง่างาม กล่าวว่า “บุรุษผู้นี้ถึงอย่างไรก็เป็นเจินเหรินแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์”
“ไม่ต้องให้เจ้าพูดหรอกโกวเยว่”
ชายร่างใหญ่เย้ยหยัน หันมาพร้อมกับนางกั้นทางหลบหนีของลวี่หยางเอาไว้ ขณะเดียวกัน แสงจากค่ายกลรอบบริเวณก็ยิ่งสว่างวาบมากขึ้น
‘สองคนนี้…ระดับต้นแห่งการวางรากฐาน’
ลวี่หยางปรายตาไปอีกทาง แล้วหันกลับมามองฉีเหอเจินเหริน ก่อนจะเผยยิ้มเย็น “กล้าคิดจะล้อมสังหารข้า เช่นนี้เจ้าคงทะลวงถึงระดับกลางแห่งการวางรากฐานแล้วกระมัง?”
“อา สายตาของสหายช่างแหลมคมนัก”
ฉีเหอเจินเหรินถอนหายใจยืดยาว จากนั้นร่างงองุ้มก็ค่อยๆ เหยียดตรงขึ้น แสงสีสันเรืองรองแห่งวิชาเทพปรากฏสว่างวาบบนร่างทันที
เป็นดังคาด ลวี่หยางลอบกล่าว ระดับกลางแห่งการวางรากฐาน!
เห็นดังนี้ เขาก็ส่ายศีรษะพลางเอ่ยเสียงราบเรียบ “เจ้าทะลวงถึงระดับกลางได้ก็เพราะอาศัยบุญของย่านลับแลนี้แท้ๆ น่าเสียดายที่สถานที่ดีๆเช่นนี้ต้องถูกทำลายเสียแล้ว”
เขาไม่แม้แต่จะถามเหตุผลที่ฉีเหอทรยศ
ในเมื่อเป็นนิกายศักดิ์สิทธิ์ การที่มีคนหักหลังย่อมเป็นเรื่องปกติ ไม่น่าแปลกใจ เขาไม่ใส่ใจเหตุผลเลยด้วยซ้ำ กระทั่งยังคิดว่านี่เป็นโชคลาภโดยแท้
‘เดิมทีข้ายังคิดจะจ่ายเงินอยู่’
‘แต่ดูจากสถานการณ์แล้ว ของวิเศษทั้งหลายที่ข้าซื้อเมื่อครู่ อย่าว่า