นกลายเป็นรองหัวหน้ากองกำลังหลักของตึกจอมพลได้ตั้งแต่ต้น นี่ถือได้ว่าเป็นเกียรติยศที่สูงล้ำ
แม้แต่เว่ยฉิงเชินและหลู่ฟางเองก็อดที่จะสาปแช่งหลินเฟิงอยู่ในใจไม่ได้ว่าไม่ยุติธรรมกับพวกเขา
“ลุงหลินเฟิงนี่ช่างน่าชังนัก เขาให้พวกเราเป็นเพียงองครักษ์แต่กลับให้เจิ้งยี่เป็นรองหัวหน้ากองกำลังเลยอ่ะ”
“ข้าเองก็เป็นนักรบที่เป็นจุดชีพจรลับได้ถึงสามสิบจุดเลยนะ หากว่าเขาไม่ให้ข้ามีกองกำลังของตัวเองล่ะก็ อย่างน้อยๆก็ให้เข้าร่วมกองกำลังเล็กๆก็ยังดี”
หลู่ฟางที่ได้ยินก็พยักหน้าเห็นด้วยในทันใด “นั่นสิ ท่านลุงเองก็เหลือเกินเหลือการจริงๆ ขนาดข้าเป็นหลานแท้ๆยังเห็นเจิ้งยี่ดีกว่าราวกับเป็นลูกลับๆของเขา”
คำพูดของหลู่ฟางนี้ได้ไปสะกิดใจคนโดยรอบในทันทีจนต้องแอบกระซิบกระซาบกัน
“จะว่าไปแล้วศิษย์พี่หลู่พูดก็น่าคิดนะ มองไปมองมาเจิ้งยี่เองก็ดูคล้ายกับท่านหลินราวกับเป็นพ่อกับลูกแน่ะ”
“หากเป็นเช่นนั้นจริง เรื่องนี้ก็สมเหตุสมผลนัก”
“ไม่คิดจริงๆว่าท่านหลินนั้นจะเป็นคนเช่นนี้ ข้าเองมองเขาว่าเป็นผู้กล้ามาโดยตลอดเลยนะเนี่ย ว่าแต่นี่เขาไปแอบมีลูกตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”
“อย่าไร้สาระน่า ท่านหลินยังไม่สี่สิบปีเลยนา แล้วเขาจะไปมีลูกอายุยี่สิบปีแบบนี้ได้ยังไง”
“แล้วอย่างนั้นจะเป็นอะไรได้ล่ะ ถูกชะตางั้นเหรอ”
เมื่อได้ยินคำพูดของคนอื่นที่สงสัยกัน เจิ้งยี่ก็รีบคำนับขึ้นมาอีกครั้งและพูดต่อ “ท่านหลิน ข้าขอเสียมารยาท ตัวข้านั้นต้องการเข้าร