ต่าดำ ศิษย์พี่ของเฉินเฉียงเมื่อเห็นว่าฉิงเชินท้าประลองเฉินเฉียงแบบนี้แล้วต่างก็มองหน้ากันไปมาอย่างสับสน
“ก็ไม่น่าแปลกใจหรอกนะ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าศิษย์น้องคิดอะไรอยู่ถึงได้ชิงคะแนนทั้งหมดของเว่ยฉิงเชินมาแบบนี้”
“นี่ไม่เพียงทำให้นางไม่อยู่ในอันดับห้าร้อยคนเท่านั้น แม้แต่สำนักวิหคอสนีบาตเองก็ได้ตกไปอยู่ที่สุดท้าย”
“การที่เฉินเฉียงผู้ซึ่งเป็นนายพลวิญญาณขั้นต้นกลับสามารถได้คะแนนจนอยู่ระดับสองได้นั้น คะแนนของเขายังมากกว่าศิษย์พี่เจิ้งยี่ของพวกเราซะอีก นี่ทำให้ยากที่จะยอมรับได้จริงๆ”
“นี่จึงไม่แปลกหากเว่ยฉิงเชินจะขอท้าประลองกับเขา”
“หึ หากเว่ยฉินเชินไม่ท้าประลองไปก่อนล่ะก็ ข้าเองก็คิดจะท้าประลองกับเขาอยู่เหมือนกัน”
หลังจากเว่ยฉิงเชินท้าประลองเฉินเฉียง เสียงพูดคุยมากมายได้ดังขึ้นมา
“เฉินเฉียง เข้าไปได้แล้ว”
เว่ยฉิงเชินได้มองไปที่เฉินเฉียงด้วยสายตาเย็นชา ก่อนที่จะเดินนำหน้าเขาไป
เฉินเฉียงได้มองตามเว่ยฉิงเชินที่นำหน้าเขาไป ก็ได้บังเกิดความรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา
“ท่านเว่ย ข้าขอปฏิเสธได้หรือไม่”
“ห้ะ อะไรนะ ปฏิเสธอะไร” เว่ยหยวนตี้ถามย้ำออกมาถึงสามครั้ง
เฉินเฉียงจึงได้พูดออกมาอีกครั้งอย่างชัดเจน “ข้าหมายถึงข้านั้นสามารถปฏิเสธการประลองได้หรือไม่”
เป็นตอนนี้เมื่อทุกคนได้ยินคำพูดของเฉินเฉียงแล้วต่างก็ส่งเสียงตกตะลึงกันออกมา บางคนถึงกับด่าทอกันเลยทีเดียว
“ไอ้ฉิบหาย หน้าไม่อายอะไรขนาดนี้ นี่อ่ะนะคือ