ี่มาเพียงสามปีแต่ในตอนนี้เขาก็บรรลุระดับนายพลวิญญาณขั้นกลางแล้ว ข้าได้ยินมาว่าอีกไม่นานเขาก็จะถือได้ว่าจบการศึกษาจากที่นี่และต้องการที่จะเข้าร่วมกองกำลังหลินเฟิงแห่งตึกจอมพลเมืองเหมันต์จันทราในฐานะองครักษ์”
“เอ้อ เจ้ารู้เรื่องนายพลหลินเฟิงรึยัง ในตอนนี้ท่านมีระดับการบ่มเพาะในระดับกึ่งราชันย์สงครามแล้วนะ อีกไม่นานเขาก็จะก้าวล่วงไปยังในระดับราชันย์สงครามแล้ว”
“หากศิษย์พี่ใหญ่ได้ไปอยู่ที่นั่นในฐานะองครักษ์ล่ะก็ เขาต้องมีอนาคตที่ไม่สิ้นสุดอย่างแน่นอน”
“อ้าว แล้วศิษย์พี่ล่ะ ศิษย์พี่จะจบเมื่อไหร่กัน”
“ข้าเหรอ…เหอเหอเหอ” กัวเหลียงเกาหัวตัวเองไปสองสามแกรกก่อนที่จะหัวเราะออกมาอย่างเนือยๆแล้วพูดต่อ “ปีหน้า จะมีการจัดการประลองขึ้นสี่สนาม”
“หากว่าข้าสามารถผ่านการประลองทั้งสี่สนามไปได้ล่ะก็ ข้าเองก็นับว่าจบได้แล้ว หลังจากนั้นข้าจะไปขอให้ศิษย์พี่ใหญ่ช่วยหางานให้”
“การประลองสี่สนาม…หมายความว่ายังไงล่ะนั่น” นี่เองเป็นครั้งแรกที่เขาพึ่งจะได้ยินเรื่องนี้จึงต้องถามออกมา
“ฮ่าฮ่าฮ่า ศิษย์น้องพึ่งจะเข้ามานี่เนาะ เดี๋ยวถึงเวลาเจ้าก็รู้เองล่ะน่า อีกอย่าง เจ้าในตอนนี้ยังเป็นเพียงระดับทหารขั้นสูงเท่านั้น หากเจ้าต้องการจะร่วมประลองล่ะก็อย่างน้อยๆเจ้าต้องอยู่ในระดับนายพลวิญญาณเสียก่อน”
“ก่อนที่จะถึงตอนนั้น สิ่งที่เจ้าต้องทำมีเพียงนึกถึงเรื่องการบ่มเพาะก็พอแล้ว”
เมื่อเห็นกัวเหลียงไม่อยากจะบอก เฉินเฉียงก็ทำได้เ