ยศอดสูแล้ว สิ่งที่เจ้าต้องทำก็คือการเรียนรู้ที่จะเผชิญหน้ากับมัน”
“ในเมื่อเจ้านั้นรับรู้การได้รับความอัปยศอดสูนี่แล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้นเจ้าก็ควรที่จะหาวิธีนำเกียรติยศของเจ้ากลับคืนมาให้ได้ แทนที่จะหลบซ่อนอยู่มุมห้องแล้วบ่นกระปอดกระแปดร้องไห้ฟูมฟายแบบนี้ การกระทำของเจ้าในตอนนี้ไม่ได้ต่างไปจากคนขี้ขลาด”
เสียงตะคอกของจ้าวหยางเมื่อครู่ได้ปลุกจ้าวฮั่นขึ้นมาจากความอดสู เขาปาดน้ำตาที่ไหลรินและพูดออกมาด้วยเสียงค่อยๆ “ท่านปู่ ข้ารู้แล้วว่าข้าทำตัวผิดไป อย่าเป็นกังวล ข้าจะดึงตัวเองให้ออกจากสภาพนี้เดี๋ยวนี้ครับ”
เมื่อเห็นว่าจ้าวฮั่นนั้นตื่นขึ้นมาจากความโศกเศร้าแล้ว จ้าวหยางได้เผยรอยยิ้ม เขาได้พูดปลอบหลานชายตัวเองอีกครั้งและจากไป
ในห้องที่ว่างเปล่า จ้าวฮั่นได้ยืนอย่างเงียบเฉียบครู่หนึ่ง หลังจากนั้นก็ได้พูดออกมาด้วยเสียงอันดังลั่นและเย็นยะเยียบ “พวกเจ้า”
ไม่นาน ศิษย์สำนักสี่คนก็ได้เข้าและมายืนรอรับคำสั่งด้วยความเคารพ
“ทำความสะอาดห้องนี้ซะ แล้วก็ ไป๋จี้ เจ้า ส่งคนไปรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับไอ้คนแล่เนื้อนั่นมาให้หมด อย่าได้ตกหล่นแม้แต่น้อย”
“นายน้อย ตามกฎของสำนักเราห้ามไม่ให้ศิษย์ต่อสู้กันเองนะครับ ท่านต้องคิดเรื่องนี้ให้ถี่ถ้วนก่อน”
ศิษย์สำนักที่ชื่อไป่จี้ได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงละมุนเพื่อเตือนสตินายน้อยของตน เพราะว่าเขานั้นเห็นท่าทีอันเย็นชาของจ้าวฮั่นในตอนนี้แล้วรู้สึกอดเป็นห่วงไม่ได้
“แน่นอนว่าข้า