มีอายุสักหนึ่งขวบได้ล่ะมั้ง”
“ในตอนนั้นข้ารู้เพียงว่าอาวุโสซุนนั้นมีสายเลือดระดับนายพลวิญญาณอยู่เท่านั้นเอง และอาวุธที่เขาใช้ในระหว่างที่พาเจ้ามาที่นี่ก็คือกระบี่ดั้นเมฆที่เจ้ากำลังใช้อยู่”
“แต่หลังจากที่เขามาถึงที่นี่แล้ว ระดับการบ่มเพราะของเขานั้นกลับลดต่ำลงมาอย่างหาสาเหตุไม่ได้ และในที่สุดระดับการบ่มเพาะของเขาก็ได้หายไปจนหมดสิ้น”
“ในตอนนั้นเองข้านึกได้เพียงว่าผู้อาวุโสซุนนั้นได้รับบาดเจ็บสาหัสจนทำให้จุดตันเถียนเสียหาย นี่ทำให้ชีวิตที่เหลือของเขานั้นต้องตกอยู่ในความอยากลำบาก”
“ส่วนที่มาที่ไปของเขานั้นข้าเคยลองตรวจสอบดูแล้วกลับไม่พบอะไรเลย”
เฉินเฉียงนั้น ในระหว่างที่รับฟังคำบอกเล่าของผู้การหลิง เขาก็ได้ทำการใช้ดาบดั้นเมฆขุดหลุมเพื่อเตรียมจะฝังศพผู้อาวุโสซุนไปด้วย
“ท่านผู้การ คุณพาทุกคนกลับไปก่อนแล้วกัน ข้าขอใช้เวลาอยู่กับผู้อาวุโสสักครู่หนึ่ง”
เมื่อผู้การหลิงได้ยินดังนั้น เขาจ้องมองไปบนท้องฟ้าก็พบว่าในตอนนี้เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว เขาจึงได้เอ่ยปากพูดคำแนะนำออกมา “ก็ได้ เฉินเฉียง เจ้าเองก็ควรจะรีบกลับไปให้เร็วนะ จากบาดแผลของผู้อาวุโสซุนนี้ข้าคิดว่าเขาน่าจะได้รับบาดเจ็บจากหมาไม้สายฟ้า มันน่าจะยังอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ เจ้าต้องระวังตัวด้วย”
หลังจากพูดจบ ผู้การหลิงได้ทำการยกมือส่งสัญญาณและพาเหล่านักรบสายเลือดกลับไป
“ปู่ซุน ปู่เองก็ได้ทำการจัดการศพผู้คนมามากมายกว่าสิบกว่าปี ไม่คิดว่าในวันนี้จะ