ระหลาดใจ
เจียงเซี่ยนจึงเอ่ยว่า “ข้าฝันร้าย ถึงรีบมาจากซีอาน...”
จะเห็นได้ว่าสิ่งที่คิดในตอนกลางวันคือสิ่งที่ฝันเห็นในตอนกลางคืน
เมิ่งฟางหลิงอดไม่ได้ที่จะฝืนยิ้ม พลางคิดถึงที่ไทฮองไทเฮามักจะบอกว่าตนเองไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงแล้ว นางก็รู้สึกไม่สบายใจ จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยกับเจียงเซี่ยนว่า “จะดีได้อย่างไร? ถึงอย่างไรก็เป็นคนที่ใกล้จะอายุหกสิบแล้ว หมอหลวงเถียนก็บอกเช่นกันว่า ให้พวกเราอย่าทำให้ไทฮองไทเฮาพิโรธ อย่าทำให้ไทฮองไทเฮาคิดและกังวลมากเกินไป…”
ที่แท้เวลานี้ในชาติก่อน ไทฮองไทเฮาก็ไม่ค่อยดีแล้ว
ทว่านางกลับไม่รู้สึกแม้แต่นิดเดียว
ตอนนั้นนางมักจะคิดว่าไทฮองไทเฮาเป็นที่พึ่งและเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของนาง นางคิดแต่จะพึ่งพาไทฮองไทเฮา ทว่ากลับไม่เคยคิดเลยว่าสักวันหนึ่งไทฮองไทเฮาก็จะค่อยๆ แก่ขึ้นและจากนางไปเช่นกัน จึงไม่ได้สนใจอย่างสิ้นเชิงว่าร่างกายของไทฮองไทเฮาเป็นอย่างไร…
เจียงเซี่ยนสะอึกสะอื้นเล็กน้อย และถามเมิ่งฟางหลิงว่า “หมอหลวงเถียนยังบอกอะไรอีกบ้าง?”
“เรื่องอื่นไม่ได้บอกเจ้าค่ะ” เมิ่งฟางหลิงคิดแล้วก็กดเสียงให้เบาลงและเอ่ยอีกว่า “เพียงแต่ช่วงนี้ไทฮองไทเฮามักจะตรัสถึงเรื่องตอนเด็กขององค์