ทั้งสองคนปฏิเสธกันไปมา หลี่ฉางชิงรู้เรื่องนี้แล้ว
เขาเอ่ยกับลุงเหอเป็นการส่วนตัวว่า “อาหลินโตแล้ว รู้จักสงสารคนแล้ว เขาเอาเงินส่วนตัวของตนเองไปจากมือข้า แต่กลับให้พ่อตาหมด มิน่าเล่าคนอื่นถึงบอกว่าสะใภ้แต่งเข้าตระกูลก็ลืมแม่สื่อไปจนหมดสิ้น ดีที่ข้ายังมีลูกชายสามคน ครอบครัวของภรรยาจงเฉวียนไม่ต้องช่วยจงเฉวียนก็ไม่เลวแล้ว เขาจึงไม่ต้องให้เงิน ไม่อย่างนั้นข้าเลี้ยงลูกชายกับลูกสาว ยังไม่แน่ว่าจะอึดอัดแค่ไหน!”
ลุงเหอทำการค้า แม้จะซื่อสัตย์ ทว่าก็ไม่ใช่พวกที่เงียบขรึมและพูดน้อยเช่นกัน ฟังคำพูดและเสียง ก็รู้ว่าหลี่ฉางชิงกำลังปลงที่ตนเองเลี้ยงหลี่หลินมาจนโตขนาดนี้ หลี่หลินไม่ค่อยกตัญญูต่อหลี่ฉางชิง แต่กลับทุ่มเททุกอย่างให้เกาฝูอวี้…
เขาทำได้เพียงปลอบใจหลี่ฉางชิง “การแต่งงานเป็นสิ่งดีที่ผูกสองแซ่ไว้ด้วยกันไม่ใช่หรือ? หากงานแต่งงานของอาหลินจัดไม่สวย ตระกูลหลี่ก็เสียหน้าเหมือนกัน!”
หลี่ฉางชิงไม่เอ่ยสิ่งใด
ลุงเหอก็รู้ว่าเขาไม่ได้หมายความเช่นนี้แล้ว
เช่นนั้นเขาหมายความว่าอย่างไรล่ะ?
ลุงเหอกลับไปบอกเรื่องนี้กับป้าเหอ
ป้าเหอเอ่ยว่า “โธ่เอ๋ย เจ้าคนความคิดคร่ำครึ นี่เห็นได้ชัดว่าลูกเขยรังเกียจที่หลี่ห