หาที่พึ่งของนางเองได้สิ
“จริงสิ อาจารย์เจ้าคะ”
เมื่อคิดถึงตรงนี้ อวิ๋นเมี่ยวเจินก็เอ่ยต่อว่า “ครานี้เมี่ยวชิงได้ตัวอ่อนกระบี่วิญญาณเล่มหนึ่งจากในหมู่บ้าน ขอท่านอาจารย์ช่วยนำมาให้ข้าด้วยเถิด”
“เพราะอีกไม่นานก็จะต้องไปยังนิกายมารแล้ว ไม่ควรนำตัวอ่อนกระบี่ชั้นยอดเล่มนี้ติดตัวไป หากตกไปอยู่ในมือพวกมาร จะมิเท่ากับเพิ่มอำนาจให้พวกมันหรือ? หากอาจารย์ยินยอมช่วยนำมา ข้าจะเก็บไว้ให้ เมี่ยวชิงหากกลับมาได้ในอีกสิบปี ข้าจะมอบคืนให้นางด้วยมือตนเอง”
ซิ่วซินเจินเหรินพยักหน้าเบาๆ “ดี”
“เจ้ามีจิตใจเช่นนี้ ทำให้ข้าชื่นใจนัก ตัวอ่อนกระบี่แม้จะตกอยู่ในมือน้องสาวเจ้า แต่คงเป็นวาสนาของเจ้าจึงต้องกลายมาเป็นของเจ้าโดยแท้”
สิ้นคำ นางก็ปลดปล่อยจิตสำรวจ แผ่ไปรอบทิศ จับทิศทางของอวิ๋นเมี่ยวชิงผู้อยู่ไกลออกไป
แล้วในห้วงพริบตานั้น พวกนางก็ได้ยินเสียงทอดถอนใจยาวดุจสายลมเหนือ
“สัตว์เดรัจฉานเอ๋ย…”
สิ้นเสียง ซิ่วซินเจินเหริน เจินเหรินแห่งนิกายกระบี่ผู้บรรลุขั้นวางรากฐาน ก็บิดเบือนสีหน้าในบัดดล ลุกพรวดขึ้น คิ้วเรียวงามขมวดแน่น มองสำรวจสิ่งรอบกายด้วยความเคร่งเครียด
“อาจารย์?” อวิ๋นเมี่ยวเจินยังไม่ทันรู้ตัวว่ากำลังเกิดสิ่งใดขึ้น
ท้ายที่สุด เหตุการณ์เบื้องหน้านั้นเลยพ้นขอบเขตของขั้นรวมลมปราณไปไกล ซิ่วซินเจินเหรินจึงไร้ใจจะตอบ นางเพียงเคลื่อนจิตในบัดดล กระบี่แก่นสารสีรุ้งลูกหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในฝ่ามือทันที
“ผ่า!”
วินาทีถัดมา