และสูงได้ถึงสามสี่ฉื่อ[1] ปลูกสองสามต้น จะไม่ยึดครองทั้งลานอย่างนั้นหรือ? ข้าจำได้ว่าข้างซีฝู่ไห่ถังในอุทยานหลวงยังต้องปลูกอวี้หลาน โบตั๋น และหอมหมื่นลี้ด้วย เรียกว่า ‘อวี้ถังฟู่กุ้ย[2]’” นางเอ่ยพลางมองไปรอบด้าน และเอ่ยอย่างผิดหวังว่า “ตรงนั้นมีต้นอวี้หลานต้นหนึ่ง แต่ไม่ได้ปลูกโบตั๋นกับหอมหมื่นลี้…”
หลี่เชียนเห็นอุณหภูมิของชาเหมาะสมแล้ว จึงยื่นถ้วยชาให้เจียงเซี่ยน ส่งสัญญาณให้นางดื่มชาสักอึกให้ชุ่มคอก่อน แล้วถึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ตอนที่ข้าซื้อบ้านหลังนี้ซีฝู่ไห่ถังกับต้นอวี้หลานที่เจ้าเอ่ยก็ปลูกอยู่ที่นี่แล้ว ตรงนี้ยังมีที่อีกมากมาย ไว้ถึงต้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้า พวกเราค่อยปลูกโบตั๋นสองสามต้นและต้นหอมหมื่นลี้ต้นหนึ่งตรงนี้ก็ได้” แล้วก็ชี้โต๊ะหินกับม้าหินข้างซีฝู่ไห่ถัง และเอ่ยว่า “สร้างค้างองุ่นตรงนั้นอีก ในเรือนนี้ก็มีชีวิตชีวาแล้ว”
เจียงเซี่ยนได้ยินก็อึ้งไป แล้วก็ยิ้มออกมาแทบจะทันที และเอ่ยว่า “เจ้าไม่รู้ว่าอันไหนคือซีฝู่ไห่ถังอันไหนคือต้นอวี้หลานหรือ?”
เวลานี้ปลายฤดูร้อนแล้ว ซีฝู่ไห่ถังกับต้นอวี้หลานต่างบานไปแล้ว เหลือเพียงใบไม้สีเขียวเป็นมันขลับ คนที่ไม่เคยตั้งใจสังเกตก็จำไม่ได้จริง