งไม่แต่งเข้ามา เจ้าก็กล้าสั่งนางแล้ว!”
“พูดจาเหลวไหลให้มันน้อยๆ หน่อย” หลี่เชียนยิ้มพลางด่าว่า “เรื่องนี้ท่านหญิงเป็นคนเอ่ยขึ้นมา ไม่อย่างนั้นข้าจะไปยุ่งเรื่องน้องสาวเจ้าได้อย่างไร!”
จินเซียวหัวเราะ และเริ่มรู้สึกว่าหลี่เชียนไว้ใจได้แล้ว “เจ้าว่าต่อสิ?”
“พวกเราจัดการเรื่องนี้ก่อนแล้วกัน” หลี่เชียนเอ่ย รอยยิ้มเลือนหายไปเล็กน้อย สายตาก็เปลี่ยนเป็นคมกริบขึ้น “ส่วนเรื่องบุกเบิกแหล่งเงินอื่นนั้น ยังมีการค้าขายอะไรที่หาเงินได้มากกว่าการขนส่งเกลือและใบชาไปนอกด่านอีกหรือ”
จินเซียวพยักหน้า และฟังหลี่เชียนพูดอย่างอดทน
“ตระกูลเซ่ากล้าเก็บสี่ในสิบ ประการแรกเป็นเพราะพวกเขาคือกองบัญชาการอวี๋หลิน และเป็นตัวแทนทางการ ประการที่สองเป็นเพราะกองทัพของพวกเขาพร้อมไปด้วยความสามารถในการสู้รบ ไม่มีใครสามารถเอาเปรียบพวกเขาได้” หลี่เชียนเอ่ยอย่างเย็นชาว่า “หากมีคนไม่กลัวฐานะขุนนางของพวกเขา และมีความสามารถในการต่อต้านพวกเขาล่ะ?”
“หมายความว่าอย่างไร?!” จินเซียวหัวใจเต้นตึกตัก ร่างกายโน้มไปทางหลี่เชียน
หลี่เชียนมองจินเซียว นัยน์ตาสีดำสนิทสงบนิ่งและมืดมน ใบหน้าที่หล่อเหลาเผยไอสังหารที่เย็นชาและโหดเหี้ยมออกมา คนหนุ่มที่เมื่อครู่ยังพูดคุย หัวเราะ และล้อเล่นเหมือนกลายเป็นอสูรที่ดุร้ายในทันใด
เขาอดที่จะตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวไม่ได้
หลี่เชียนเอ่ยอย่างเฉยชา “ข้าคิดว่าจะก่อตั้งกลุ่มคาราวานพ่อค้าอย่างลับๆ เข้าออกทางด่าน