ทนา และเอ่ยว่า “นอกจากเรื่องพวกนี้…นอกด่านเมืองอวี๋หลินก็เป็นทุ่งหญ้า เกลือ ใบชา และผ้าไหมในด่านล้วนออกจากเมืองทางนั้น ม้าที่อยู่นอกด่านล้วนต้องเข้าเมืองทางนั้น นานมาแล้วกองบัญชาการอวี๋หลินจะเก็บสี่ในสิบจากพ่อค้าที่เดินทางไปมาเพื่อค้าขายยังแต่ละที่ ไม่ว่าจะมีหนังสือผ่านด่านหรือไม่ก็ตาม แต่ไท่หยวนแม้จะเป็นสถานที่ที่เจริญรุ่งเรือง ทว่าข้างบนมีผู้ตรวจการ ข้างล่างมีผู้ว่าราชการมณฑล มีคนจับตาดูอยู่มากมาย ยังไม่ต้องพูดถึงการเก็บจากพ่อค้าที่เดินทางไปมาเพื่อค้าขายยังแต่ละที่ แม้แต่ภาษีก็ไม่กล้าเข้าไปก้าวก่ายเช่นกัน บวกกับทุกครั้งที่ชนกลุ่มน้อยทางเหนือรุกราน นอกจากต้าถง เมืองเซวียน เมืองจี้แล้วก็เป็นไท่หยวน ทว่ากองบัญชาการอวี๋หลินกลับเป็นสถานที่ห่างไกลจากตัวเมือง ยากจนและที่ดินรกร้าง ต่อให้ชนกลุ่มน้อยทางเหนือลงแรงมากและยึดเมืองอวี๋หลินได้ ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรอยู่ดี นานวันเข้ากองทัพของพวกเขากลับพร้อมไปด้วยความสามารถในการสู้รบ จนเอาชนะได้ยากยิ่งกว่าต้าถงและเมืองเซวียนเสียอีก…”
หลี่เชียนเข้าใจแล้ว
หลายปีมานี้ตระกูลเซ่าตั้งมั่นรักษาการณ์ด่านอวี๋หลิน ภูมิประเทศลับตาคน ไม่ค่อยมีคนคุม จึงเริ่มปล่อยให้ค้าของเถื่อน และเลี้ยงทหารส่วนตัวด้วยเงินที่ได้มาจากการเก็บภาษีเกินควร อำนาจเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ตระกูลจินแม้จะอยู่ในที่ที่เจริญรุ่งเรือง กลับไม่สามารถหาผลประโยชน์อะไรได้ เพราะมีผู้บังคับบัญชามากเกินไ