ต่คนยากจน…”
สองพี่น้องคุยกัน ทว่าเจียงเซี่ยนกลับหลุบตาลง และลูบถ้วยชาที่อยู่ใกล้มือเบาๆ โดยไม่พูดอะไร
นางไม่จัดว่าเป็นคนยากจนอย่างแน่นอน หากคนที่มาเป็นคนของวัดถ่าย่วนจริง หลี่เชียน…คงจะเปลืองแรงไปไม่น้อยเลยทีเดียวกระมัง?
นักบวชล้วนแต่ไร้ซึ่งความปราถนาในทางโลก ไม่รู้ว่าคนอย่างหลี่เชียนใช้วิธีการใด
เจียงเซี่ยนไม่หลบ แต่ฉีตานกับฉีซวงหลบอยู่หลังฉากกั้นแล้ว
คนที่มาคือพระหมอยาวัดถ่าย่วนจริงๆ อายุสามสิบกว่าๆ ผอม สุภาพและสงบเสงี่ยม เรียกตนเองด้วยฉายาทางธรรมว่า “หงอี” ส่วนเณรสองรูปเป็นลูกศิษย์ของเขา
หลี่เชียนที่เข้ามาเป็นเพื่อนเขานั้นรีบเดินทางอย่างเหน็ดเหนื่อย จึงแลดูหน้าตาซีดเซียวเล็กน้อย
เจียงเซี่ยนส่งสายตาให้หลิวตงเยว่
หลิวตงเยว่ยกม้านั่งมาวางข้างกายหลี่เชียนทันที และถามหลี่เชียนอย่างใส่ใจว่า “ใต้เท้าเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทางแล้ว น่าจะยังไม่ได้กินอะไรใช่หรือไม่? บนเตาตุ๋นน้ำแกงแม่ไก่โสมเอาไว้ ข้าจะยกมาให้ใต้เท้าอุ่นกระเพาะก่อนสักถ้วย แล้วเดี๋ยวค่อยจัดอาหารให้ท่าน”
“ไม่ต้องแล้ว!” หลี่เชียนส่งสัญญาณให้รักษาก่อน “พระหงอีก็ไม่ได้ฉันเพลเหมือนกัน ถึงเวลานั้นข้าค่อยกินอาหารพร้อมพระหงอี”
หลิวตงเยว่รีบเอ่ยว่า “เช่นนั้นข้าจะออกไปให้คนเตรียมอาหารเจ”
หลี่เชียนพยักหน้า
หลิวตงเยว่ถอยออกไป และเรียกชีกูเข้ามารับใช้
ชีกูวางผ้าเช็ดหน้าผ้าไหมหังสีขาวลงบนข้อมือของเจียงเซี่ยน พระหงอีจึงตรวจชีพจรให้เจียงเซี่ยน
ห