หลี่เชียนหลบหน้าเจียงลวี่ และเวลานี้กำลังรับประทานอาหารเช้ากับเฉาเซวียนอยู่ที่เรือนข้างๆ
แตกต่างจากอาหารเช้าของเจียงเซี่ยน เต้าหู้ยี้แดง กานาฉ่าย แตงกวาดอง ยำผักโขมป่า หมั่นโถวเงินทอง ข้าวต้ม…แม้ของจะไม่มากนัก แต่ล้วนเป็นของที่เฉาเซวียนชอบ
หลี่เชียนใช้ตะเกียบกลางคีบเต้าหู้ยี้แดงครึ่งชิ้นวางลงในจานเล็กที่ทาสีทองตรงหน้าเฉาเซวียน แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “นี่เป็นของที่ข้าให้คนนำมาจากหนานหนิง ว่ากันว่าน้ำที่นั่นดี ดังนั้นรสชาติของเต้าหู้ยี้ที่ทำออกมาจึงสดและนุ่มเป็นพิเศษ ข้าเติบโตที่ซานซีตั้งแต่เด็ก ชอบกินอาหารประเภทเส้น ตอนหลังไปฝูเจี้ยนแล้ว ก็ชอบอาหารแค่อย่างเดียว ก็คือหมูหยอง และชอบใช้มันมาคลุกกินกับข้าวต้มเป็นพิเศษ เต้าหู้ยี้นี้อร่อยหรือไม่ ข้าก็ไม่รู้จริงๆ คงต้องให้ท่านมาวิจารณ์แล้ว”
เฉาเซวียนหลับสนิทไปตื่นหนึ่ง ถึงรู้สึกว่าร่างกายฟื้นคืนชีพอีกครั้ง สมองที่เดิมทีเชื่องช้าเพราะอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ก็ค่อยๆ เริ่มแล่นขึ้นมาเช่นกัน
เขาใช้ตะเกียบเลือกเต้าหู้ยี้ชิ้นเล็กชิ้นหนึ่งและค่อยๆ ทาลงบนหมั่นโถวเงินทอง แล้วยิ้มพลางเอ่ยว่า “จงเฉวียนเจ้าถ่อมตัวเกินไปแล้ว เรื่องวิจารณ์นั้นข้าคงบอกไม่ได้แน่ชัด บอกได้เพียงว่าชอบกินมาตั้งแต่เด็ก แล้วก็กินมาหลายที่ จึงค่อยๆ เริ่มจับผิดเล็กน้อยแล้ว”
“จะจับผิดได้ อย่างน้อยก็ต้องรู้ว่าดีหรือไม่ดี” หลี่เชียนประจบเฉาเซวียนอย่างเยือกเย็น และเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “อย่า